แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้รัฐต่างๆ ร่วมกันต่อต้านการก่อตัวของระเบียบโลกแบบนักล่าที่ต่อต้านสิทธิ ในช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งของมนุษยชาติ
• การโจมตีแบบนักล่าอย่างเป็นระบบต่อระบอบพหุภาคี กฎหมายระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคม เป็นปรากฏการณ์แห่งปี 2568
• ระเบียบโลกทางเลือกที่ถูกนำเสนอนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเหยียดเชื้อชาติ ปิตาธิปไตย ความเหลื่อมล้ำ และการต่อต้านสิทธิ
• ผู้ชุมนุมประท้วง นักกิจกรรม และหน่วยงานระดับโลกต่างกำลังทำงานเพื่อต่อต้าน ขัดขวาง และสร้างความเปลี่ยนแปลง
โลกกำลังอยู่บนขอบเหวของการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่อันตราย ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยการโจมตีอย่างเป็นระบบของรัฐมหาอำนาจ บรรษัท และขบวนการต่อต้านสิทธิ ที่มีต่อระบอบพหุภาคี กฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิมนุษยชน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวเตือนในการแถลงข่าวเปิดตัวรายงาน สถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก ประจำปี 2568/69 ที่จัดขึ้นในวันที่ 21 เม.ย. พร้อมเปิดเผยผลการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนใน 144 ประเทศ ซึ่งนำไปสู่แนวทางที่ว่า รัฐต่างๆ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคม ต้องปฏิเสธการเมืองแบบต้นอ้อลู่ลม และต้องร่วมกันต่อต้านเพื่อขัดขวางการก่อตัวของระเบียบโลกแบบนักล่าดังกล่าว
คุณแอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า เรากำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่อันตรายและท้าทายที่สุดช่วงหนึ่งของยุคสมัยของเรา มนุษยชาติกำลังตกอยู่ภายใต้การโจมตีจากขบวนการต่อต้านสิทธิข้ามชาติ และรัฐบาลที่มีลักษณะเป็นนักล่า ซึ่งมุ่งแสดงอำนาจนำของตนผ่านการทำสงครามที่มิชอบด้วยกฎหมาย และการบีบบังคับทางเศรษฐกิจอย่างไร้ยางอาย
“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้ประณามการบ่อนทำลายสิทธิมนุษยชนที่ค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก เราได้เตือนถึงผลกระทบจากการละเมิดหลักนิติธรรมโดยรัฐบาลและบรรษัทอย่างต่อเนื่อง และยังได้แสดงให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่า การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ อย่างเลือกปฏิบัติและสองมาตรฐาน ได้ทำลายระบบพหุภาคีและหลักความรับผิดรับชอบอย่างรุนแรงเพียงใด”
“สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ใช่เพียงการเซาะกร่อนระบบอีกต่อไป หากแต่เป็นการโจมตีรากฐานของสิทธิมนุษยชนโดยตรง รวมถึงหลักนิติธรรมระหว่างประเทศโดยผู้ที่มีอำนาจมากที่สุด เพื่อจุดประสงค์ในการควบคุม การลอยนวลพ้นผิด และผลกำไร”
“ความขัดแย้งที่บานปลายในตะวันออกกลาง เป็นผลจากการถอยหลังสู่ภาวะที่ไร้หลักนิติธรรม หลังจากการโจมตีอย่างมิชอบด้วยกฎหมายของสหรัฐฯ และอิสราเอล และการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งกระตุ้นให้อิหร่านตอบโต้โดยเลือกเป้าหมาย ความขัดแย้งครั้งนี้ได้ลุกลามอย่างรวดเร็ว กลายเป็นการทำสงครามอย่างเปิดเผยต่อพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน ทำให้ประชาชนทั่วไปทั้งภูมิภาคต้องเผชิญกับความทุกข์ยากที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น วิกฤตนี้ยังส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่นทั่วโลก กระทบต่อกลุ่มประชากรในทุกแห่งหน และคุกคามการดำรงชีพของผู้คนหลายล้านคน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อบรรทัดฐาน สถาบัน และกรอบกฎหมายที่ถูกสร้างขึ้นอย่างยากลำบากเพื่อปกป้องมนุษยชาติ ถูกทำลายลงเพื่อการครอบงำ”
“รายงานประจำปี 2568 ของแอมเนสตี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงต่อการพังทลายของระบบอีกต่อไป หากแต่เป็นการบันทึกความล่มสลายที่กำลังเกิดขึ้น และเผยให้เห็นผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิทธิมนุษยชน เสถียรภาพของโลก และชีวิตของผู้คนหลายล้านคน ทั้งในปี 2569 และในอนาคต เราเรียกร้องให้รัฐทั่วโลกดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อปฏิเสธการเมืองแบบโอนอ่อนผ่อนตาม เอาชนะความกลัว และแสดงการต่อต้านผ่านทั้งถ้อยคำและการกระทำ ต่อการก่อตัวของระเบียบแบบนักล่า”
การโจมตีแบบนักล่าที่เร่งให้การทำลายล้างกฎหมายระหว่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้น
รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก และการรวบรวมข้อมูลของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จากปีที่แล้วจนถึงในปีนี้ เผยให้เห็นการก่ออาชญากรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง และการมุ่งโจมตีระบบยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อหลักการพื้นฐานที่รองรับสิทธิมนุษยชนทั่วโลก
อิสราเอลยังคงกระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวปาเลสไตน์ในกาซา แม้จะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงในเดือนตุลาคม 2568 และยังคงใช้ระบบการแบ่งแยกเชื้อชาติต่อชาวปาเลสไตน์ ขณะเดียวกันก็มีการขยายการตั้งถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมายในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง รวมถึงเยรูซาเลมตะวันออก และการดำเนินการเพื่อผนวกดินแดนดังกล่าว ทางการอิสราเอลได้อนุญาตหรือสนับสนุนให้ผู้ตั้งถิ่นฐานเข้าไปโจมตี ทำร้าย และสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวปาเลสไตน์ โดยไม่ต้องรับผิด ในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงบางรายได้ออกมาสรรเสริญการใช้ความรุนแรงต่อชาวปาเลสไตน์ ทั้งการจับกุมโดยพลการและการทรมานผู้ถูกควบคุมตัว
สหรัฐอเมริกาได้ทำการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมกว่า 150 ครั้ง ผ่านการทิ้งระเบิดใส่เรือในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิก รวมถึงปฏิบัติการเพื่อการรุกรานเวเนซุเอลา ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา รัสเซียยกระดับการโจมตีทางอากาศต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของพลเรือนในยูเครน
ขณะที่เมื่อปีที่ผ่านมา กองทัพเมียนมาใช้เครื่องร่อนพาราไกลเดอร์ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านต่างๆ คร่าชีวิตพลเรือนไปหลายสิบราย ซึ่งในนั้นมีเด็กรวมอยู่ด้วย
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีส่วนสนับสนุนความขัดแย้งในซูดาน โดยการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูงของจีนให้กับกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว ซึ่งได้เข้ายึดครองเมืองเอล ฟาเชอร์ (El Fasher) เมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา หลังจากปิดล้อมเมืองนาน 18 เดือน และก่อเหตุสังหารหมู่พลเรือนและใช้ความรุนแรงทางเพศ ขณะที่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก กลุ่มติดอาวุธ M23 ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากรวันดาได้ยึดครองเมืองโกมา (Goma) และบูคาฟู (Bukavu) และ สังหารพลเรือนอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงทรมานผู้ถูกควบคุมตัว
ในช่วงต้นปี 2569 การใช้กำลังอย่างมิชอบด้วยกฎหมายของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่าน ซึ่งละเมิดต่อกฎบัตรแห่งสหประชาชาติ ได้กระตุ้นให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอลและประเทศในกลุ่มความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ ขณะเดียวกัน อิสราเอลได้เร่งการโจมตีในเลบานอน ตั้งแต่การสังหารเด็กกว่า 100 ราย ในระหว่างการทิ้งระเบิดที่มิชอบด้วยกฎหมายของสหรัฐอเมริกาต่อโรงเรียนในอิหร่าน ไปจนถึงการโจมตีเพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของทุกฝ่าย ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของพลเรือนหลายล้านคน และเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายในวงกว้างต่อพลเรือนและสิ่งแวดล้อม ทั้งที่สามารถคาดการณ์ได้และในระยะยาว อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงพลังงาน การดูแลสุขภาพ อาหาร และน้ำ ในทั่วภูมิภาคที่เปราะบางอยู่แล้ว รวมถึงพื้นที่ี่อื่นๆ
ในอัฟกานิสถาน กลุ่มตาลีบันได้ยกระดับนโยบายแบบนักล่าเพื่อโจมตีผู้หญิง โดยขยายข้อห้ามต่างๆ ต่อผู้หญิง ทั้งการห้ามเข้าศึกษา ห้ามทำงาน และจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง ส่วนในอิหร่าน ทางการได้สังหารหมู่ผู้ชุมนุมประท้วงเมื่อเดือนมกราคม 2569 ซึ่งอาจถือว่าเป็นการปราบปรามที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ
สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และรัสเซีย ได้ทำลายกลไกความรับผิดระหว่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เมื่อปีที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ ผู้ให้ความร่วมมือ และผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง
ขณะเดียวกัน ศาลรัสเซียได้ออกหมายจับเจ้าหน้าที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ นอกจากนั้นรัฐอื่นๆ อีกหลายแห่งยังถอนตัว หรือประกาศความประสงค์ที่จะถอนตัวจากธรรมนูญกรุงโรม และสนธิสัญญาห้ามการใช้ระเบิดลูกปรายและทุ่นระเบิดสังหารบุคคล
รัฐส่วนใหญ่ไม่เต็มใจหรือไม่พร้อมจะประณามการกระทำแบบนักล่าของสหรัฐอเมริกา รัสเซีย อิสราเอล หรือจีนอย่างต่อเนื่อง หรือไม่สามารถแสวงหาทางออกทางการทูตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สหภาพยุโรปและรัฐส่วนใหญ่ในยุโรปยังแสดงท่าทีเพิกเฉย หรือยอมรับการโจมตีของสหรัฐอเมริกา ต่อกฎหมายระหว่างประเทศและกลไกพหุภาคี รัฐเหล่านี้ไม่สามารถดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อยุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของอิสราเอล หรือหยุดการส่งมอบอาวุธและเทคโนโลยีที่ไร้ความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาชญากรรมทางกฎหมายระหว่างประเทศทั่วโลก
อีกทั้งยังไม่ดำเนินมาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ที่ตกเป็นเป้าของการคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกา รวมถึงผู้พิพากษาและพนักงานอัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ นอกจากนี้ อิตาลีและฮังการียังปฏิเสธที่จะจับกุมบุคคลตามหมายจับของศาลอาญาระหว่างประเทศที่อยู่ในดินแดนของตน ขณะที่ฝรั่งเศส เยอรมนี และโปแลนด์ก็ส่งสัญญาณเป็นนัยเดียวกัน
“ผู้นำโลกต่างมีท่าทีที่ยอมจำนนมากเกินไป ท่ามกลางการโจมตีกฎหมายระหว่างประเทศและระบบพหุภาคี เราไม่อาจยอมรับการนิ่งเฉยและการเพิกเฉยของพวกเขาได้ นี่คือความล้มละลายทางศีลธรรม ซึ่งจะนำไปสู่ความถดถอย ความพ่ายแพ้ และการล้มล้างความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้มาอย่างยากลำบาก การโอนอ่อนผ่อนตามนักล่าผู้ก้าวร้าวเปรียบเสมือนการสาดเชื้อเพลิงใส่กองไฟ ซึ่งจะเผาผลาญทำลายเรา และอนาคตของคนรุ่นต่อไป”
“บางคนอาจดูหมิ่นระบบที่สถาปนาขึ้นมากว่า 80 ปีนี้ ว่าเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ หรือเป็นเพียงภาพฝัน การมองเช่นนี้เท่ากับมองข้ามความสำเร็จที่ได้มาอย่างยากลำบาก อย่างการรับรองสิทธิอันเป็นสากล การประกาศใช้อนุสัญญาระหว่างประเทศหลายฉบับ และกฎหมายระดับประเทศเพื่อคุ้มครองบุคคลจากการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติและความรุนแรงต่อผู้หญิง รวมถึงการรับรองสิทธิของคนงานและสหภาพแรงงาน และการยอมรับสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง ตลอดจนความก้าวหน้าในการแก้ไข้ปัญหาความยากจน การเสริมสร้างสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ และการเข้าถึงความยุติธรรมที่เกิดขึ้นเมื่อรัฐต่าง ๆ เลือกที่จะยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน”
“นักล่าทางการเมืองและเศรษฐกิจ รวมถึงสมุนบริวารของพวกเขา ต่างประกาศว่าระบบพหุภาคีได้ล่มสลายไปแล้ว ไม่ใช่เพราะขาดประสิทธิภาพ แต่เพราะไม่ตอบสนองต่ออำนาจนำและการควบคุมของพวกเขา คำตอบต่อสถานการณ์นี้ไม่ใช่การปฏิเสธว่ามันเป็นเพียงข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย หรือประกาศว่าระบบนั้นไม่อาจซ่อมแซมได้อีกต่อไป แต่คือการเผชิญหน้ากับความล้มเหลว ยุติการบังคับใช้อย่างเลือกปฏิบัติ และพัฒนาให้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพื่อให้ระบบสามารถปกป้องคุ้มครองทุกคนได้อย่างเท่าเทียมและแท้จริง”
การโจมตีภาคประชาสังคมที่ทวีความรุนแรงและแผ่ขยายไปทั่วโลก
การโจมตีอย่างต่อเนื่องต่อภาคประชาสังคมและขบวนการทางสังคมทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2568 โดยมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการปิดปากและสร้างความอ่อนแอให้กับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน องค์กร และผู้เห็นต่าง ซึ่งเกิดขึ้นในเกือบทุกหนแห่งทั่วโลก
โดยเฉพาะในประเทศเนปาล และแทนซาเนีย ทางการได้ดำเนินการอย่างอุกอาจโดยการใช้กำลังรุนแรงอย่างมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อปราบปรามการชุมนุมประท้วงของผู้ที่แสดงออกถึงความไม่พอใจทางการเมือง และความทุกข์ยากทางสังคม-เศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน รัฐบาลในหลายประเทศ รวมถึงอัฟกานิสถาน จีน อียิปต์ อินเดีย เคนยา สหรัฐอเมริกา และเวเนซุเอลา ยังได้ปราบปรามการชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรง ดำเนินคดีอาญาต่อผู้เห็นต่าง และใช้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายและกฎหมายความมั่นคงในทางมิชอบ รวมถึงการใช้ยุทธวิธีทางตำรวจอย่างมิชอบในการควบคุมการชุมนุมประท้วง การบังคับบุคคลให้สูญหาย และการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม
ในสหราชอาณาจักร กลุ่ม Palestine Action ซึ่งเป็นเครือข่ายการชุมนุมประท้วงที่มุ่งเป้าไปที่กลุ่มบริษัทผู้ผลิตอาวุธจากอิสราเอลและบริษัทในเครือ ถูกทางการระบุว่าเป็นองค์กรที่ผิดกฎหมาย โดยใช้อำนาจตามกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายที่มีเนื้อหากว้างขวาง และจับกุมผู้คนมากกว่า 2700 คน จากการเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงโดยสงบ อย่างไรก็ตาม ศาลสูงแห่งสหราชอาณาจักรได้วินิจฉัยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่าการออกคำสั่งเช่นดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำลังยื่นอุทธรณ์ต่อคำตัดสินดังกล่าว
ทางการตุรกีควบคุมตัวผู้ชุมนุมประท้วงโดยสงบหลายร้อยคน ภายหลังการจับกุม เอเครม อิมาโมกลู (Ekrem İmamoğlu) นายกเทศมนตรีและผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งเป็นหนึ่งในกว่า 400 คน ที่ถูกดำเนินคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง ภายใต้ข้อกล่าวหาว่ามีการทุจริต
ทางการสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มปราบปรามผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย และผู้ขอลี้ภัยอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย โดยการใช้กำลังเกินความจำเป็น การเรียกตรวจโดยดูจากลักษณะทางเชื้อชาติ (Racial Profiling) การควบคุมตัวโดยพลการ รวมถึงใช้การกระทำที่อาจเข้าข่ายการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ในลาตินอเมริกา รัฐต่างๆ รวมทั้งเอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ นิการากัว ปารากวัย เปรู และเวเนซุเอลาประกาศใช้ หรือปฏิรูปกรอบกฎหมาย ที่ให้อำนาจควบคุมหน่วยงานภาคประชาสังคมอย่างไม่ได้สัดส่วน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการดำเนินงาน การเข้าถึงทรัพยากร การสนับสนุนชุมชน และการปกป้องสิทธิมนุษยชน
รัฐบาลหลายประเทศยังได้รับการสนับสนุนจากบรรษัทในการใช้สปายแวร์และเซ็นเซอร์ทางดิจิทัลเพื่อควบคุมและจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก และสิทธิการเข้าถึงข้อมูล นอกจากนี้ทางการสหรัฐอเมริกายังใช้เครื่องมือสอดแนมข้อมูลแบบเอไอ (AI) เพื่อมุ่งเป้าไปยังนักศึกษาต่างชาติที่แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับชาวปาเลสไตน์ และนำไปสู่การจับกุมและเนรเทศ รัฐบาลเซอร์เบียใช้สปายแวร์และเครื่องมือทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลต่อผู้ชุมนุมประท้วง นักศึกษา ภาคประชาสังคม และนักข่าว ขณะที่ทางการเคนยาได้ใช้ยุทธวิธีการปราบปรามที่ได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการข่มขู่ การคุกคามออนไลน์ การยั่วยุให้เกลียดชัง และการสอดแนมข้อมูลอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อปราบปรามการชุมนุมประท้วงที่มีเยาวชนเป็นแกนนำ
สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร และประเทศอื่นๆ ได้ประกาศหรือดำเนินการตัดงบประมาณช่วยเหลือระหว่างประเทศขนาดใหญ่ แม้จะรู้ว่าการกระทำดังกล่าวมีแนวโน้มจะส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายล้านคน ทั้งที่หลีกเลี่ยงได้ และมีหลายกรณีที่เกิดขึ้นในขณะที่พวกเขาให้คำมั่นว่าจะเพิ่มงบประมาณทางการทหารขนานใหญ่ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงต่อการดำเนินงานของภาคประชาสังคมในการส่งเสริมเสรีภาพสื่อ ความยืดหยุ่นในการรับมือปัญหาสภาพภูมิอากาศ และความเป็นธรรมทางเพศ รวมถึงการคุ้มครองผู้ลี้ภัย ผู้อพยพ และผู้ขอลี้ภัย ตลอดจนการให้บริการด้านสุขภาพ สิทธิทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์
หลายรัฐยังปฏิเสธที่จะบังคับใช้มาตรการควบคุมการหลีกเลี่ยงและหนีภาษีของมหาเศรษฐีและบรรษัทยักษ์ใหญ่อย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันก็ผ่อนคลายข้อจำกัดที่มีอยู่ในการควบคุมอำนาจของบรรษัทลง ในสหรัฐอเมริกา“การฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP (ย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation แปลว่า การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ) ได้ส่งผลให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวต่อภาคประชาสังคม โดยในการฟ้องคดีครั้งหนึ่ง ศาลสั่งให้กรีนพีซต้องจ่ายเงิน 345 ล้านเหรียญ ให้กับบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล (ลดลงจากจำนวนเงินที่ศาลเคยสั่งให้จ่ายที่ 660 ล้านเหรียญ)
ในมุมมองที่ชี้นำโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็น”เรื่องหลอกลวง” รัฐบาลต่างๆ ยังไม่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอในการรับมือกับการอพยพที่เกิดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หรือการระดมเงินทุนสำหรับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเพียงพอ แม้ว่าโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติจะเตือนว่าโลกกำลังมุ่งสู่อุณหภูมิที่สูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม 3 องศาเซลเซียส ภายในปี 2643
“แล้วบรรดาเหล่าอันธพาลและนักล่ามีทางเลือกอะไรมาเสนอแทนการทดลองระดับโลกที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ ซึ่งพวกเขามุ่งมั่นจะทำลายอยู่นี้? ระเบียบโลกที่พวกเขาเสนอ คือระเบียบที่เย้ยหยันและเพิกเฉยต่อความเป็นธรรมทางเชื้อชาติ เพศสภาพ และสภาพภูมิอากาศ และยังเป็นระเบียบโลกที่มองภาคประชาสังคมเป็นศัตรู และปฏิเสธความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างประเทศ ระเบียบโลกนี้ถูกสร้างขึ้นบนการปิดปากเสียงที่เห็นต่าง ใช้กฎหมายเป็นอาวุธ และลิดรอนความเป็นมนุษย์ของผู้ที่ถูกตีตราว่า ’เป็นอื่น’ วิสัยทัศน์ของพวกเขาต่อโลกใบนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนการเคารพในความเป็นมนุษย์ร่วมกัน หากแต่ตั้งอยู่บนกองกำลังทางทหาร การครอบงำทางการค้า และอำนาจนำทางเทคโนโลยี และท้ายที่สุด มันก็เป็นเพียงวิสัยทัศน์ที่ขาดเข็มทิศทางศีลธรรม”
ผู้ชุมนุมประท้วง ภาคประชาสังคม และองค์กรระหว่างประเทศ ต่างเป็นผู้นำในการต่อต้าน ท้าทาย และเปลี่ยนแปลง
แม้จะเผชิญกับอุปสรรคนานัปการ ผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกยังคงลุกขึ้นต่อต้านความอยุติธรรมและแนวปฏิบัติแบบอำนาจนิยม
คลื่นการชุมนุมประท้วงของเจนซี (Gen Z) ได้แผ่ขยายไปกว่า 12 ประเทศในปี 2568 รวมถึงอินโดนีเซีย เคนยา มาดากัสการ์ โมร็อกโก เนปาล และเปรู และประชาชนราว 300000 คนฝ่าฝืนคำสั่งห้ามจัดงานบูดาเปสต์ไพรด์ของทางการฮังการี เพื่อปกป้องสิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ตลอดช่วงต้นปี 2569 ผู้ชุมนุมประท้วงจากลอสแอนเจลีสไปจนถึงมินนิแอโพลิส ในสหรัฐอเมริกา ได้รวมตัวกันตามท้องถนนและย่านอาคารที่พักอาศัยเพื่อต่อต้านการใช้กำลังบุกตรวจค้นอย่างรุนแรงและยุทธวิธีแบบทหารของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกา
การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่พื่อต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของอิสราเอล ได้แผ่ขยายไปทั่วโลกเมื่อปีที่ผ่านมา ขณะที่นักมนุษยธรรมจากกว่า 40 ประเทศ ได้ร่วมกันจัดขบวนเรือเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับชาวปาเลสไตน์ นอกจากนี้ การปฏิบัติการเคลื่อนไหวระดับโลกเพื่อต่อต้านการจัดส่งอาวุธไปยังอิสราเอลได้ขยายตัวมากขึ้น โดยคนงานท่าเรือในฝรั่งเศส กรีซ อิตาลี โมร็อกโก สเปน และสวีเดน ได้พยายามขัดขวางเส้นทางการขนส่งอาวุธ ซึ่งพลังจากการเคลื่อนไหวและแรงกดดันทางกฎหมายนี้เองได้ส่งผลให้อีกหลายประเทศหันมาจำกัดหรือสั่งห้ามการส่งออกอาวุธไปยังอิสราเอล
แม้รัฐบาลในหลายประเทศจะยินยอมให้มีการโจมตีกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ แต่รัฐและหน่วยงานหลายแห่งก็ยังคงยืนหยัดที่จะสวนกระแสเหล่านี้ ด้วยการแสดงพันธกิจต่อระบอบพหุภาคีนิยมและหลักนิติธรรม ประเทศที่ยอมรับว่าอิสราเอลกำลังฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มีจำนวนมากขึ้น ขณะที่หลายรัฐได้เข้าร่วมกลุ่มเดอะ เฮก (The Hague Group) ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรที่มุ่งมั่นให้อิสราเอลรับผิดชอบ โทษฐานละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนคดีที่แอฟริกาใต้ฟ้องอิสราเอลต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
ฟิลิปปินส์ส่งตัวโรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ ์ ให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อดำเนินคดีในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากการฆาตกรรม และศาลดังกล่าวยังได้ออกหมายจับ ผู้นำกลุ่มตาลีบันสองคน ในข้อหาประหัตประหารด้วยเหตุแห่งเพศสภาพ ขณะที่คณะมนตรียุโรปและยูเครนบรรลุข้อตกลงจัดตั้งศาลพิเศษเพื่อไต่สวนอาชญากรรมจากการรุกรานยูเครน และศาลผสมในสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ได้ตัดสินและลงโทษอดีตสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ 6 คน ในข้อหาอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติยังได้จัดตั้งกลไกสอบสวนอิสระกรณีอัฟกานิสถานคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง และคณะกรรมาธิการสอบสวนสำหรับภาคตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีของอิหร่าน นอกจากนี้ยังมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการผลักดันอนุสัญญาภาษีที่มีผลผูกพันของสหประชาชาติ และอนุสัญญาว่าด้วยอาชกรรมต่อมนุษยชาติ นอกจากนี้ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และศาลสิทธิมนุษยชนทวีปอเมริกา ได้ออกความเห็นเชิงแนะนำที่ยืนยันถึงพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐ ในการตอบสนองต่อความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในปี 2569 รัฐต่างๆ จำนวนมากขึ้นเริ่มออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านแนวปฏิบัติแบบอำนาจนิยมและการโจมตีต่อระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนฐานของหลักนิติธรรม โดยเฉพาะรัฐบาลสเปนที่ได้แสดงจุดยืนอย่างมีหลักการ อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้วยการดำเนินการที่จริงจังและต่อเนื่อง
“นับจากท้องถนนในเมืองต่างๆ ไปจนถึงเวทีพหุภาคี ปี 2568 ได้แสดงให้เห็นถึงพลังการต่อต้านและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง นักการทูต ผู้นำทางการเมือง และผู้คนอีกมากมายทั่วโลก เราจำเป็นต้องต่อยอดจากแบบอย่างและความกล้าหาญของพวกเขาเหล่านั้น รวมทั้งสร้างพันธมิตรที่เข้มแข็งเพื่อจินตนาการใหม่ ฟื้นฟู และนำระเบียบโลกกลับมาอยู่ที่ศูนย์กลางบนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และค่านิยมสากล”
“ขอให้ปี 2569 เป็นปีที่เรายืนยันถึงเจตจำนงของเรา และแสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ถูกกำหนดไว้เหนือเราเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถร่วมกันสร้างได้ และตอนนี้ถึงเวลาที่เราจะลุกขึ้นสร้างประวัติศาสตร์เพื่อมนุษยชาติแล้ว”
