เมื่อ : 26 มิ.ย. 2569

วันที่ 26 มิ.ย. เนื่องในวันต่อต้านการทรมานสากล (International Day in Support of Victims of Torture) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย พร้อมด้วย พายุ บุญโสภณ และผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม ราษฎรหยุด APEC 2022    และเครือข่ายภาคประชาสังคม เดินทางมาที่กระทรวงยุติธรรม เพื่อยื่นรายชื่อจากสาธารณชนจำนวน 3196 รายชื่อ โดยรายชื่อดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญเขียน เปลี่ยน โลก Write for Rights ซึ่งเป็นแคมเปญสิทธิมนุษยชนระดับโลกของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

 

การยื่นหนังสือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เร่งดำเนินการเยียวยา ฟื้นฟู และการชดใช้เยียวยาอย่างครบถ้วน เหมาะสม และมีความหมายแก่พายุ ผู้เสียหายจากการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2565 จนส่งผลให้ผู้ชุมนุมรายหนึ่งสูญเสียดวงตาอย่างถาวรและอีกหลายคนได้รับความรุนแรงจากการสลายการชุมนุม

คุณเพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า กรณีของพายุไม่ใช่เพียงกรณีเฉพาะบุคคล แต่สะท้อนแนวโน้มที่น่ากังวลของการใช้กำลังต่อผู้ชุมนุม การขาดความรับผิด และความยากลำบากของผู้เสียหายในการเข้าถึงการเยียวยา“วันนี้เราเดินทางมาที่กระทรวงยุติธรรมอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพื่อทวงถามกระบวนการทางเอกสาร แต่เพื่อยืนยันว่า เบื้องหลังคำว่า ‘คดี’ ‘ข้อร้องเรียน’ หรือ ‘ผลการพิจารณา’ คือชีวิตของคนคนหนึ่งที่เปลี่ยนไปตลอดกาล คุณพายุ บุญโสภณ มีสิทธิได้รับการเยียวยาอย่างครบถ้วน เหมาะสม และมีความหมาย”


คุณเพชรรัตน์ กล่าวว่า แม้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จะเคยมีข้อวินิจฉัยว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันที่พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มีผลใช้บังคับ จึงไม่อาจพิจารณาในฐานะความผิดตามกฎหมายดังกล่าวได้ แต่การพิจารณาเยียวยาผู้เสียหายไม่ใช่การใช้กฎหมายอาญาย้อนหลัง “การเยียวยาไม่ใช่การลงโทษย้อนหลัง การฟื้นฟูไม่ใช่การเอาผิดย้อนหลัง และการรับรองสถานะผู้เสียหายไม่ใช่การละเมิดหลักกฎหมายอาญา แต่การเยียวยาคือหน้าที่ของรัฐในการรับผิดชอบต่อความเสียหายร้ายแรงที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นสิทธิของผู้เสียหายที่จะได้รับการดูแล ฟื้นฟู และชดใช้เยียวยาอย่างเหมาะสม”


แอมเนสตี้ ประเทศไทย ระบุว่า การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรไม่ใช่บาดแผลที่จบลงเมื่อออกจากโรงพยาบาล แต่เป็นความเสียหายที่ติดตัวผู้เสียหายไปทุกวัน ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ คุณภาพชีวิต โอกาสในการทำงาน การเดินทาง ความสัมพันธ์กับครอบครัว และความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตของตนเอง การเยียวยาจึงต้องไม่จำกัดอยู่เพียงเงินชดเชย แต่ควรรวมถึงการฟื้นฟู การดูแลทางกายและจิตใจ การรับรองความจริง การคืนศักดิ์ศรีให้ผู้เสียหาย และมาตรการรับประกันว่าจะไม่เกิดเหตุซ้ำ 
 

กรณีของคุณพายุยังสะท้อนแนวโน้มที่แอมเนสตี้ ประเทศไทย ติดตามอย่างต่อเนื่องภายใต้งาน RESIST “ยืนหยัดต่อต้านความอยุติธรรม” ซึ่งมุ่งเฝ้าระวังและท้าทายรูปแบบของการใช้อำนาจรัฐที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะสิทธิในการชุมนุมโดยสงบ เสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิในการเรียกร้องความเป็นธรรม


“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นแนวโน้มที่น่ากังวลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังต่อผู้ชุมนุม การใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพื่อสร้างภาระต่อผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ การปล่อยให้เจ้าหน้าที่รัฐลอยนวลพ้นผิด และการที่ผู้เสียหายต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าถึงการเยียวยา ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแยกจากกัน แต่เป็นรูปแบบที่ค่อย ๆ ทำให้พื้นที่การใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนแคบลง” เพชรรัตน์กล่าว 
​​
แอมเนสตี้ ประเทศไทย ย้ำว่า การใช้กระสุนยางและอาวุธควบคุมฝูงชนต้องอยู่ภายใต้หลักความชอบด้วยกฎหมาย ความจำเป็น ความได้สัดส่วน ความระมัดระวัง การไม่เลือกปฏิบัติ และความรับผิดชอบ กระสุนยางไม่ใช่อาวุธที่ปลอดภัยโดยธรรมชาติ และสามารถก่อให้เกิดการบาดเจ็บร้ายแรง พิการถาวร หรือเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะเมื่อถูกยิงไปยังบริเวณศีรษะ ใบหน้า ดวงตา หรือคอ 


กรณีของพายุยังเชื่อมโยงกับการรณรงค์ระดับโลกเพื่อผลักดันสนธิสัญญาว่าด้วยการค้าปลอดการทรมาน หรือ Torture-Free Trade Treaty (TFTT) ซึ่งเรียกร้องให้รัฐต่าง ๆ ควบคุมการค้า การจัดหา และการใช้อุปกรณ์บังคับใช้กฎหมายที่อาจถูกนำไปใช้ในการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือการปราบปรามการใช้สิทธิของประชาชน “กระสุนยาง แก๊สน้ำตา กระบอง หรืออุปกรณ์ควบคุมฝูงชนอื่น ๆ ไม่ได้เป็นเพียง ‘เครื่องมือ’ ที่เป็นกลาง หากไม่มีมาตรฐานควบคุมที่เข้มงวด อุปกรณ์เหล่านี้สามารถทำให้คนสูญเสียดวงตา พิการถาวร หรือเสียชีวิตได้ กรณีของพายุจึงสะท้อนทั้งปัญหาการเยียวยาผู้เสียหายในประเทศไทย และปัญหาระดับโลกที่ต้องการกติกาเพื่อควบคุมไม่ให้อุปกรณ์บังคับใช้กฎหมายถูกนำไปใช้ละเมิดสิทธิมนุษยชน” คุณเพชรรัตน์ กล่าว


คณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ (UN Committee against Torture: CAT) ได้แสดงข้อกังวลต่อประเทศไทยเกี่ยวกับการใช้กำลังในการชุมนุม รวมถึงกรณีที่ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บร้ายแรงจากกระสุนยาง โดยชี้ถึงปัญหาการขาดการเยียวยาที่เหมาะสมและการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กรณีของพายุจึงไม่ใช่เพียงประเด็นภายในประเทศ แต่เกี่ยวข้องกับพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ


คุณพายุ บุญโสภณ กล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2565 ได้เปลี่ยนชีวิตของเขาไปอย่างถาวร และจนถึงวันนี้ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ ทั้งในแง่ความรับผิดและการเยียวยา “ผมมายืนอยู่ที่นี่หลายครั้ง ไม่ใช่แค่เพราะเป็นคนที่สูญเสียดวงตา แต่เพราะผมคือประชาชนคนหนึ่งที่เรียกร้องให้รัฐเคารพสิทธิมนุษยชนและรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจของตัวเอง การเยียวยาที่ผมเรียกร้องไม่ใช่แค่เงินชดเชย แต่คือหลักประกันว่าจะไม่มีใครต้องถูกกระทำแบบนี้อีก”

 

คุณพายุย้ำว่า “การสูญเสียดวงตาไม่ได้จบลงในวันที่ผมถูกยิง ผมต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ทั้งหมด สูญเสียโอกาสในการทำงาน ความมั่นใจ และต้องอยู่กับความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่อง ไม่มีใครควรถูกปฏิเสธสิทธิในการเยียวยา เพียงเพราะเหตุเกิดก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับไม่กี่เดือน”


ข้อเรียกร้องของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย


แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และพายุ บุญโสภณ เรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกระทรวงยุติธรรม ดำเนินการดังต่อไปนี้

 

1.​ทบทวนผลการพิจารณาเดิม โดยแยกประเด็นความรับผิดทางอาญาออกจากสิทธิของผู้เสียหายในการได้รับการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู และการชดใช้เยียวยา 
2.​พิจารณารับรองสถานะของพายุ บุญโสภณ ในฐานะผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงจากการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ 
3.​กำหนดมาตรการเยียวยาที่ครอบคลุมความเสียหายทางร่างกาย จิตใจ คุณภาพชีวิต โอกาสในการประกอบอาชีพ ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาและการฟื้นฟูระยะยาว รวมถึงการสนับสนุนด้านสุขภาพจิต 
4.​แจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับการสอบสวนและการดำเนินการเพื่อสร้างความรับผิดชอบต่อเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 


5.​กำหนดมาตรการเชิงโครงสร้างเพื่อรับประกันว่าจะไม่เกิดเหตุซ้ำ รวมถึงการทบทวนแนวปฏิบัติ การฝึกอบรม และการกำกับดูแลการใช้กระสุนยางและอาวุธควบคุมฝูงชนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ 
6.​เปิดโอกาสให้พายุ บุญโสภณ และผู้แทนของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เข้าพบเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมและหารือเกี่ยวกับแนวทางการเยียวยาที่เหมาะสม


แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เห็นว่า การพิจารณาเยียวยาในกรณีนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยืนยันว่ารัฐไทยให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้เสียหายจากการใช้กำลังของรัฐ เคารพพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน และมุ่งมั่นที่จะป้องกันไม่ให้การละเมิดสิทธิร้ายแรงเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต 

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ