“รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ” ชี้ไทยยังไม่เจอวิกฤติความเชื่อมั่นแบบอินโดนีเซียในขณะนี้ แม้นงบประมาณปี 2570 ประเทศจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะวันละ 852 ล้าน
หากยังเดินหน้านโยบายประชานิยม ละเมิดกรอบวินัยการคลัง ไม่ปฏิรูปรายได้ภาครัฐ ก่อหนี้เพิ่มจนต้องขยับเพดาน เสี่ยงวิกฤติฐานะการคลัง
สู่วิกฤติความเชื่อมั่นแบบอินโดนีเซีย ค่าเงินดิ่ง ตลาดหุ้นทรุด
วันที่ 21 มิ.ย. รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน เปิดเผยว่า สถานการณ์ทางการเงินการคลังของประเทศไทยขณะนี้จะยังไม่นำไปสู่ภาวะวิกฤติความเชื่อมั่นแบบอินโดนีเซีย แต่มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น หากไม่มีแผนการปรับสมดุลทางการคลังอย่างเป็นรูปธรรมในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าอย่างจริงจัง กรณีของอินโดนีเซีย ตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวดีกว่าไทย ไม่ว่าจะเป็น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็ต่ำกว่าไทยมาก อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาสแรกก็สูงถึง 5.61% แต่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหลายอย่างก่อให้เกิดวิกฤติความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงและเกิดข้อสงสัยต่อฐานะทางการคลังของประเทศในอนาคต
อินโดนีเซียมีปัญหาการขาดดุลงบประมาณสะสมบวกกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หลังรัฐบาลปราโบโว ซูเบียนโต ขึ้นบริหารประเทศ มีการเดินหน้านโยบายประชานิยมที่ละเมิดต่อกรอบวินัยการเงินการคลังจำนวนมาก มีมาตรการแทรกแซงเศรษฐกิจโดยรัฐที่ฝืนกลไกตลาดอย่างมาก และนโยบายชาตินิยมทางด้านทรัพยากร นักลงทุนกังวลต่อธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ ไม่มั่นใจต่อวินัยการเงินการคลัง มีการปลดรัฐมนตรีการคลังที่ยึดหลักการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดออกจากตำแหน่ง มีการตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นกลางและเป็นอิสระของการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง
ในเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ประกาศจัดตั้งบริษัท PT Danantara Sumberdaya Indonesia เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพียงรายเดียวในการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญหลายประเภท เช่น ถ่านหิน น้ำมันปาล์มดิบ การแทรกแซงภาครัฐต่อกลไกตลาดส่งออกดังกล่าวทำให้ “นักลงทุน” มองว่าเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดที่รุนแรง
จนกระทั่ง MSCI ได้ส่งสัญญาณอาจจะพิจารณาปรับสถานะ “อินโดนีเซีย” จากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ลงไปเป็น กลุ่มตลาดชายขอบ (Frontier Market) ส่งผลให้เงินทุนไหลออก กดค่าเงินรูเปียห์อินโดนีเซียอ่อนค่าลงอย่างรุนแรงกว่า 8% ตลาดหุ้นอินโดนีเซียดิ่งลงกว่า 32%
รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า งบประมาณปี 2570 ของไทย หนี้สาธารณะจะอยู่ที่ ร้อยละ 69.36 ต่อ GDP และตัวเลขนี้ห่างจากเพดานกฎหมายวินัยการคลังที่ร้อยละ 70 เพียงแค่ 0.64% เท่านั้น ถ้าเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเป้าหมายเพียงเล็กน้อย หนี้จะทะลุเพดานทันที งบประมาณปี 2570 ต้องจ่ายดอกเบี้ยถึง 310950 ล้านบาท แต่จ่ายคืนเงินต้นเพียง 151520 ล้านบาท หมายความว่ารัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นประมาณสองเท่าและภาระจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่างบประมาณของหลายกระทรวงเสียอีก นี่ไม่ใช่การบริหารจัดการงบประมาณบริหารเงินภาษีของประชาชนที่ดี เรากำลังจะ จมปลักอยู่กับหนี้สาธารณะ พวกเราจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อชำระหนี้ และ เพิ่มภาระให้ลูกหลานมากขึ้น เรื่อย ๆ
หากเรานำภาระจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะมาคำนวณดู พบว่า คนไทยต้องร่วมกันจ่ายภาระดอกเบี้ยให้กับหนี้สาธารณะของประเทศ วันละ 852 ล้านบาท ชั่วโมงละ 35 ล้านบาท นาทีละ 592000 บาท หากยังเดินหน้านโยบายประชานิยม ละเมิดกรอบวินัยการคลัง ไม่ปฏิรูปรายได้ภาครัฐ ก่อหนี้เพิ่มจนต้องขยับเพดาน เสี่ยงวิกฤติฐานะการคลัง สู่วิกฤติความเชื่อมั่นแบบอินโดนีเซีย ค่าเงินดิ่ง ตลาดหุ้นทรุด ได้ในอนาคต
รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า การจัดทำงบประมาณ ไม่สะท้อนถึงความพยายามในการรักษาวินัยการเงินการคลังที่มากเพียงพอ มีอย่างน้อย 12 หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณเพิ่ม แต่ไม่ได้แสดงถึงประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ในการทำงาน และ อาจไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ แผนงบประมาณปี 2570 จำเป็นต้องมีการทบทวนและปรับเปลี่ยนให้สอดคล้อง พลวัตของทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ภูมิรัฐศาสตร์โลกไม่เหมือนเดิมแต่รัฐบาลยังจัดทำงบประมาณที่ไม่ต่างจากปี 2568 /2569 มากนัก เหตุปัจจัยภายในประเทศก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
ความพยายามของทุนเทาที่ใช้ “ไทย” เป็นฐานในการฟอกเงิน ยังคงรุกคืบยึดอำนาจรัฐต่อไป และ รัฐบาลยังไม่มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดการแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ รัฐบาลนั้นมีภาระผูกพัน ต้องรับผิดชอบต่อคุณภาพชีวิต ต่อการกินดีอยู่ดี ของประชาชน ไม่ใช่เรื่องของความกรุณาปรานีที่รัฐจะให้หรือไม่ให้ก็ได้ตามอำเภอใจ แต่การอ้างวินัยการคลัง ตัดลบงบประมาณบางหน่วยงาน บางกระทรวง เป็นการปฏิเสธสิทธิสวัสดิการพื้นฐานประชาชน หากพูดถึง วินัยการเงินการคลัง ต้องตัดลดงบประมาณไม่จำเป็นลง
รองประธานกรรมาธิการการเงินฯผู้นี้ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสถานะของชาวไทย จาก “ผู้รับความเมตตา” มาเป็น “พลเมืองผู้มีสิทธิ” เกิดขึ้นมาแล้วตั้งแต่การอภิวัฒน์ประชาธิปไตย 24 มิ.ย. แต่ รัฐบาลส่วนใหญ่รวมทั้งรัฐบาลชุดนี้ยังคิดเหมือนเดิม ว่า รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลประชาชนอย่างไรก็ได้ตามอำนาจ ที่ ประชาชนมอบให้มาในคูหาเลือกตั้ง คนไทยธรรมดาสามัญตระหนักรู้มากขึ้น เรื่อย ๆ ว่า ตนเองมีสถานะบางอย่างที่เปลี่ยนไปแล้ว มีสิทธิบางอย่างที่รัฐต้องรับผิดชอบ และ สิทธิเหล่านั้นไม่ใช่ของประทานจากผู้มีอำนาจ แต่เป็นสิ่งที่ตนเองพึงได้รับโดยชอบธรรม และประชาชนยังมีผู้แทนของเขา ในการทำหน้าที่ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล การใช้เงินภาษีของประชาชนผ่านงบประมาณ งบประมาณปี 2570 ยังคงจัดสวัสดิการแบบระบบ ย่อย ๆหลายระบบ หลายมาตรการตามนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ไม่ต่อเนื่องและบูรณาการกัน มีรูปแบบการดูแลแบบสังคมสงเคราะห์ ต้องพิสูจน์ความยากจน มีการด้อยค่าซ้อนอยู่ในระบบการช่วยเหลือ และมักเกิดความผิดผลาดในการคัดกรอง ถูกควบคุมโดยดุลพินิจของผู้มีอำนาจ มากกว่า สิทธิของประชาชนตามกฎหมาย
สังคมไทยยังเผชิญปัญหาต่างๆมากมาย และ รัฐบาลต้องต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้ภายใต้การกำกับของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ งบประมาณปี 2570 ต้องให้หลักประกันเวลาเจ็บป่วย ต้องได้รับการรักษาพยายามอย่างมีคุณภาพแม้นไม่มีเงิน หลักประกันจากความไม่รู้ ด้วยการใช้งบประมาณทางด้านการศึกษาอย่างมีคุณภาพ หลักประกันที่จะได้มีอากาศสะอาดหายใจ มีน้ำสะอาดไว้ใช้อุปโภคบริโภค มีอาหารคุณภาพเพียงพอต่อการดำรงชีพต่อไป และ มีที่อยู่อาศัยบ้าน ไม่ประสบความยากลำบากด้านที่อยู่อาศัย การตัดลดงบประมาณทางด้านการศึกษาและสาธารณสุข ไม่ใช่ทำให้เกิดวินัยทางการคลังแต่อย่างใด ไม่ใช่การฟื้นฐานะการคลังและเศรษฐกิจ แต่จะทำให้ความยากจนและการพังทลายลงของระบบสาธารณสุขเพื่อคนยากคนจน การลงทุนสวัสดิการสังคมให้เป็นระบบ การลดสวัสดิการประชานิยมที่ปรากฎในงบประมาณปี 2570 จะทำให้รากฐานประชาธิปไตยเข้มแข็งขึ้น
