เมื่อ : 06 พ.ย. 2569


• เสนอรัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพเจรจาสันติภาพยุติสงครามกลางเมืองในเมียนมา ย้ำไทยต้องดูแลศูนย์ CI เอง ไทยขึ้นทะเบียนแรงงานเอง จะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่า ป้องกันการละเมิดสิทธิแรงงานเมียนมาในดินแดนไทย เราต้องมีอธิปไตยทางเศรษฐกิจ


• หวั่นการกดขี่ขูดรีดของรัฐบาลด้วยการบังคับโอนเงินกลับประเทศและเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม จะผลักให้ แรงงานเมียนมา ออกต่อนอกระบบ กระทบการกำกับควบคุม “แรงงานต่างชาติ” ในไทย เกิดปัญหาสังคมตามมาได้

 

• เรียกร้อง รัฐบาลเผด็จการทหารเมียนมา ปลดปล่อยนักโทษการเมืองและ อองซาน ซูจี เพื่อเป็นก้าวแรกสู่การฟื้นฟูประชาธิปไตย เผยจดหมายจาก คิม อารีส บุตรชาย อองซาน ซูจี เรียกร้องให้เกิด “สันติภาพ” และ “การฟื้นฟูประชาธิปไตย” ในเมียนมา ผลักดันฉันทามติ 5 ข้ออาเซียน พร้อมตอบกลับจดหมาย คิม อลิส ลูกชายอองซาน ซูจี


วันที่ 6 พ.ย. จากสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาที่ยังคงทวีความรุนแรง โดยเฉพาะปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมาในพื้นที่ใกล้ชายแดนไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ต.ค. เมื่อเครื่องบินรบของกองทัพอากาศเมียนมาโจมตีทางอากาศบริเวณฐานซอเลท่า ฝั่งตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน แรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดข้ามแม่น้ำสาละวินมายังฝั่งไทย สร้างความเสียหายต่ออาคารและสถานที่สำคัญหลายแห่ง ทั้งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านแม่สามแลบ อาคารประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ และโบสถ์บ้านแม่สามแลบ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงเพื่อความปลอดภัย

 

ขณะที่เมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา ยังเกิดเหตุโจมตีทางอากาศบริเวณหอพักนักเรียนหญิงใกล้บ้านเดะปุโน รัฐกะเหรี่ยง มีรายงานผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย โดยผู้บาดเจ็บสาหัสบางส่วนต้องลำเลียงข้ามแม่น้ำสาละวินมายังฝั่งไทยเพื่อรับการรักษา สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบด้านมนุษยธรรมที่ขยายตัวจากพื้นที่สู้รบมาถึงชุมชนชายแดนไทย

 

รศ.ดร.อนุสรณ์  ธรรมใจ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่อาจมองว่าเป็นเพียงความขัดแย้งภายในประเทศเพื่อนบ้านได้อีกต่อไป เพราะปฏิบัติการทางทหารได้ส่งผลกระทบข้ามพรมแดน ทั้งต่อสถานพยาบาล หน่วยงานราชการ ศาสนสถาน และความปลอดภัยของประชาชนไทยโดยตรง


การที่แรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดข้ามมายังฝั่งไทยเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญสูงสุด แม้ฝ่ายทหารไทยจะมีการประสานและหารือกับผู้ช่วยทูตทหารเมียนมาแล้วก็ตาม แต่สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องทำให้การประท้วงและการประสานงานทางการทูตนำไปสู่หลักประกันด้านความปลอดภัยที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการแสดงความกังวลหลังเกิดเหตุ และ ต้องพัฒนาไปสู่การเจรจาเพื่อยุติการสู้รบตามแนวชายแดน


รศ.ดร.อนุสรณ์  กล่าวว่า ตนขอเสนอให้รัฐบาลไทยดำเนินการ 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้


1. ยกระดับการประท้วงทางการทูตต่อกองทัพเมียนมาอย่างเป็นทางการและเด็ดขาด

 

รัฐบาลไทยต้องยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อทางการเมียนมา พร้อมเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการทางทหารที่ส่งผลกระทบข้ามพรมแดน และให้หลักประกันว่าจะไม่เกิดเหตุโจมตีที่กระทบต่อดินแดน ชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนไทยอีก

 

การปฏิบัติการทางทหารภายในเมียนมาต้องไม่กลายเป็นเหตุให้ประชาชนไทยต้องตกอยู่ในความเสี่ยง สถานพยาบาล โรงเรียน ชุมชน และสถานที่สาธารณะตามแนวชายแดนต้องได้รับการคุ้มครอง รัฐบาลไทยมีหน้าที่โดยตรงในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน และต้องดำเนินการทางการทูตอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะมีมาตรการป้องกันที่ชัดเจน


2. สนับสนุนข้อเสนอประชาชนลุ่มน้ำสาละวิน จัดตั้งเขตปลอดภัย (Safety Zone) ลึกเข้าไปในฝั่งเมียนมา 10 กิโลเมตร

 

ขอสนับสนุนข้อเสนอของเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำเงา ยวม เมย สาละวิน ที่ผลักดันให้มีการจัดตั้งเขตปลอดภัยบริเวณชายแดน โดยกำหนดพื้นที่ปลอดจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศลึกเข้าไปในฝั่งเมียนมาอย่างน้อย 10 กิโลเมตรจากแนวชายแดนไทย


ข้อเสนอนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างหลักประกันความปลอดภัยให้แก่ประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำสาละวิน โดยเฉพาะชุมชน โรงเรียน สถานพยาบาล และพื้นที่พลเรือนที่อยู่ใกล้แนวการสู้รบ


เขตปลอดภัยดังกล่าวควรมีข้อตกลงที่ชัดเจนในการงดเว้นการโจมตีทางอากาศทุกรูปแบบ รวมถึงมีกลไกประสานงานและติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลง พร้อมรักษาช่องทางขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เพื่อให้ประชาชนทั้งสองฝั่งสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย


นี่ไม่ใช่เพียงมาตรการด้านความมั่นคงชายแดน แต่เป็นมาตรการด้านมนุษยธรรมที่มุ่งปกป้องชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์จากผลกระทบของสงคราม


3. เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดประชุม “เวทีสันติภาพเมียนมา” (Myanmar Peace Forum) ผลักดันฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน

 

รัฐบาลไทยควรปรับบทบาทจากประเทศที่เฝ้าระวังและรับผลกระทบจากความขัดแย้ง มาเป็นผู้ริเริ่มกระบวนการทางการทูตเพื่อสร้างสันติภาพในภูมิภาค โดยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดเวทีสันติภาพเมียนมา เปิดพื้นที่กลางสำหรับการเจรจาระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ทั้งฝ่ายกองทัพ ฝ่ายประชาธิปไตย กลุ่มชาติพันธุ์ ภาคประชาสังคม และผู้แทนประชาชนเมียนมา โดยมีอาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศร่วมสนับสนุน

 

ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับกรอบฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน (ASEAN Five-Point Consensus) ซึ่งเป็นแนวทางร่วมกันในการแก้ไขวิกฤตการณ์เมียนมา ประกอบด้วย
1. ยุติความรุนแรงโดยทันที ทุกฝ่ายต้องยุติการใช้ความรุนแรงและใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างเต็มที่
2. เริ่มต้นการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ ระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกอย่างสันติและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเมียนมา
3. ให้ผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียนทำหน้าที่เป็นคนกลาง อำนวยความสะดวกในกระบวนการเจรจา โดยได้รับการสนับสนุนจากเลขาธิการอาเซียน


4. ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ผ่านศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการจัดการภัยพิบัติ หรือ AHA Centre


5. เปิดทางให้ผู้แทนพิเศษและคณะผู้แทนเดินทางไปเมียนมา เพื่อพบปะหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ โดย ตน จะพยายามใช้ช่องทางของรัฐสภาในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวในฐานะ ส.ส.
ทั้งนี้ ท่าทีของอาเซียนที่แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์เมียนมา 

 

รวมถึงรายงานการสูญเสียชีวิตและการทวีความรุนแรงของสถานการณ์ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้เป็นวาระสำคัญของภูมิภาค แต่สิ่งที่จำเป็นในเวลานี้คือการผลักดันให้ฉันทามติ 5 ข้อเกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการยุติความรุนแรง การคุ้มครองพลเรือน และการเปิดพื้นที่เจรจาที่ครอบคลุมทุกฝ่าย ประเทศไทยซึ่งมีพรมแดนติดกับเมียนมาและได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งโดยตรง จึงควรมีบทบาทเชิงรุกในการผลักดันกระบวนการดังกล่าว ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุการณ์ความสูญเสียขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า


รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า
“รัฐบาลไทยไม่สามารถวางตัวเงียบเฉย หรือทำเพียงส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจความเสียหายหลังเกิดเหตุได้อีกต่อไป เมื่อแรงระเบิดจากการสู้รบข้ามแม่น้ำสาละวินมาสร้างความเสียหายให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อาคารราชการ และสถานที่ของชุมชนไทย นี่คือเรื่องความปลอดภัยและอธิปไตยของประเทศที่รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างจริงจัง


ขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรเพิกเฉยต่อชีวิตของประชาชนเมียนมา โดยเฉพาะเด็กนักเรียนและพลเรือนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ประเทศไทยต้องปกป้องประชาชนของตัวเอง และต้องร่วมผลักดันให้เกิดสันติภาพในประเทศเพื่อนบ้านไปพร้อมกัน  จึงสนับสนุนข้อเสนอของประชาชนลุ่มน้ำสาละวินในการจัดตั้งเขตปลอดภัย 10 กิโลเมตร และขอเสนอให้รัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพจัดเวทีสันติภาพเมียนมา เพื่อเปิดทางให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยและหาทางออกทางการเมืองอย่างสันติ  


รัฐบาลไทยต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและพื้นที่ชายแดนเป็นอันดับแรก ต้องมีหลักประกันว่าจะไม่เกิดผลกระทบจากปฏิบัติการทางทหารข้ามมายังประเทศไทยอีก พร้อมทั้งต้องมีมาตรการรองรับความเดือดร้อนของประชาชนและให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบตามหลักมนุษยธรรม ขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรใช้บทบาททางการทูตและความร่วมมือในอาเซียนสนับสนุนการลดความรุนแรงและกระบวนการสันติภาพ เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชายแดนไทยในระยะยาว


รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า ขอเตือนสติ “นักการเมือง” และ “นักเคลื่อนไหวทางการเมือง” จำนวนหนึ่งว่า อย่าปลุกระดมความเกลียดชังเชื้อชาติแบบคลั่งชาติขวาจัด เพราะอาจสร้างความขัดแย้งใหญ่โตเกินควบคุม และทำลายสันติสุขของสังคมไทย 

 

นอกจากนี้ยังเปิดความเสี่ยงให้มีการแทรกแซงโดยมหาอำนาจเข้าสู่การเมืองไทย นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองและการทหารกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ต้องสร้าง ศรัทธาต่อประชาธิปไตยแบบรัฐสภา พรรคการเมืองเสียงข้างมากต้องไม่รวบอำนาจ ทำลายระบบกำกับตรวจสอบของคณะกรรมาธิการสามัญของสภา รัฐไทยต้องมีวิเทโศบายที่มองการณ์ไกลเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทย ประเทศและภูมิภาคร่วมกัน เราต้องแสวงหาแนวทางการเจรจาทางการฑูตและการดำเนินการทางการเมืองระหว่างประเทศเพื่อยุติข้อพิพาทเรื่องดินแดนกับกัมพูชาโดยเร็ว  

 

รวมทั้งเสนอรัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพเจรจาสันติภาพยุติสงครามกลางเมืองในเมียนมา การดำเนินการเพื่อสนับสนุนสันตภาพและฟื้นฟูประชาธิปไตยในประเทศเพื่อนบ้านจะก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศอย่างมาก ลดปัญหาขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติตามแนวชายแดน ลดปัญหาสแกมเมอร์ การค้ายาเสพติด การค้าแรงงานทาส และธุรกิจผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังทำให้ ประชาชนผู้อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไม่ต้องหวาดผวากับระเบิด และ มีความเสี่ยงภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินจากการสู้รบตามแนวชายแดน และการทิ้งระเบิดจากเครื่องบิน

 

รศ. ดร. อนุสรณ์   กล่าวต่อว่า การที่แรงงานต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากกระบวนการทางเอกสารที่มีต้นทุนสูงเกินสมควร หรือถูกบังคับให้โอนรายได้ออกนอกประเทศภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม ย่อมไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะตัวแรงงานเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการดึงเงินออกจากระบบเศรษฐกิจไทย ลดกำลังซื้อของแรงงาน เพิ่มต้นทุนให้แก่นายจ้าง และสร้างภาระให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายแฝงเพื่อรักษาแรงงานให้อยู่ในระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  

 

นี่จึงไม่ใช่เพียงปัญหาของแรงงานเมียนมา แต่เป็นปัญหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการบริหารอำนาจอธิปไตยของประเทศไทยโดยตรง

มาตรการรีดภาษีและควบคุมรายได้แรงงานของรัฐบาลทหารเมียนมา 

 

ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยดึงเม็ดเงินมหาศาลออกจากระบบหมุนเวียนภายในประเทศผ่าน 3 กลไกหลัก ทั้งการบังคับส่งเงินกลับประเทศ การเก็บภาษีเงินได้ และต้นทุนค่าธรรมเนียมแฝงในกระบวนการจัดทำเอกสารรับรองสถานะบุคคล (CI) หลายคนอาจจะเข้าใจผิด หรือเห็นแก่ประโยชน์ของรัฐบาลทหารเมียนมามากกว่าประเทศตัวเอง ที่เชื่อว่า CI เป็นผลประโยชน์ต่อไทย ขณะที่ผู้ประกอบไทยต้องดิ้นนรนต่อสู้ แต่กลับถูกบังคับให้ต้องจ่ายภาษีให้รัฐบาลทหารเมียนมาผ่านการทำ CI คนงานทำงานในประเทศไทย มีรายได้จากประเทศไทย แต่กลับต้องถูกบังคับให้จ่ายภาษีให้รัฐบาลทหารเมียนมา

รศ. ดร. อนุสรณ์  กล่าวอีกว่า การบังคับเก็บภาษีคนเมียนมาในไทยของทางการเมียนมา จะทำให้เม็ดเงินสภาพคล่องหายไปจากระบบเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ การสร้างข้อผูกมัดทางเอกสารของศูนย์ CI รวมถึงเงื่อนไขการส่งเงินกลับประเทศต้นทาง 25%  อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือกลายๆในการบีบบังคับและกดดันแรงงานวัยหนุ่มสาวให้ต้องเลือกระหว่างการยอมทำตาม เงื่อนไข หรือถูกบีบให้เดินทางกลับไปเกณฑ์ทหารในประเทศต้นทางที่กำลังมีสงคราม 

 

ความหวาดกลัวนี้อาจกำลังผลักให้แรงงานที่เคยทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายนับแสนคนตัดสินใจ ’ยอมหลุดออกจากระบบ’ กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายในไทยเพื่อความปลอดภัยในชีวิต ซึ่งผลเสียทั้งหมดนี้จะตกอยู่กับประเทศไทยที่ต้องสูญเสียระบบการกำกับดูแลแรงงาน หวั่นการกดขี่ขูดรีดของรัฐบาลทหารเมียนมาด้วยการบังคับโอนเงินกลับประเทศและเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม จะผลักให้ แรงงานเมียนมา ออกต่อนอกระบบ กระทบการกำกับควบคุม “แรงงานต่างชาติ” ในไทย เกิดปัญหาสังคม ปัญหาการศึกษา ปัญหาสาธารณสุข ตามมาได้



 

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ