6 ปี วันเฉลิมสูญหาย: เรายัง ‘ไม่หมดหวัง’ ต่อความจริงและความยุติธรรม
แอมเนสตี้ ประเทศไทย และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมรำลึก 6 ปี การบังคับสูญหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผ่านกิจกรรม “ส่งใจถึงต้าร์ ยืนยันว่า ‘เราไม่หมดหวัง’” พร้อมย้ำข้อเรียกร้องให้เปิดเผยความจริง นำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และสร้างหลักประกันว่าจะไม่มีใครถูกบังคับให้สูญหายอีก
.
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมร่วมกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดงาน “ส่งใจถึงต้าร์ ยืนยันว่า ‘เราไม่หมดหวัง’” เนื่องในวาระครบรอบ 6 ปี ของการบังคับสูญหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมทางการเมืองชาวไทย ซึ่งถูกบังคับสูญหายในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2563 และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับชะตากรรมของเขา
การบังคับสูญหายของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และยังคงส่งผลกระทบต่อครอบครัวของเขาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสะท้อนปัญหาการบังคับบุคคลให้สูญหายในสังคมไทย ตลอดระยะเวลา 6 ปี ที่ผ่านมา ครอบครัว เพื่อน เครือข่ายนักกฎหมาย และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ยังคงร่วมกันเรียกร้องให้มีการสืบสวนอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นอิสระ เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของวันเฉลิม และนำไปสู่ความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม กระบวนการยุติธรรมยังคงดำเนินไปอย่างล่าช้า และยังไม่สามารถให้คำตอบแก่ครอบครัวได้จนถึงปัจจุบัน
.
ในงานครบรอบ 6 ปีครั้งนี้ มีการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสะท้อนการไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรมในกรณีการบังคับสูญหาย เช่น “ต้นไม้แห่งความหวัง” ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมเขียนข้อความส่งกำลังใจถึงครอบครัวของวันเฉลิม และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มีสมาชิกในครอบครัวถูกบังคับให้สูญหาย รวมถึงกิจกรรม “กล่องคำสัญญาปีที่ 7” ซึ่งเป็นพื้นที่รวบรวมความหวังและความตั้งใจในการปกป้องความยุติธรรม ใส่ลงในกล่องคำสัญญา เพื่อนำมาเปิดอ่านร่วมกันอีกครั้งในการจัดงานระลึกถึงวันเฉลิมในปีที่ 7
อีกหนึ่งช่วงสำคัญคือวงเสวนา “6 ปีที่ต้าร์ไม่อยู่: การต่อสู้ การรอคอย และความหวัง” ซึ่งสะท้อนภาพการติดตามคดีวันเฉลิมตลอด 6 ปี ตั้งแต่ช่วงเวลาที่เขาถูกบังคับสูญหาย ไปจนถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของครอบครัว นักกฎหมาย และองค์กรสิทธิมนุษยชน ในการค้นหาความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของเขาและผู้ถูกบังคับให้สูญหายคนอื่น
.
ภายในวงเสวนายังได้พูดถึงว่าการบังคับสูญหายไม่ใช่เพียงการหายตัวไปของบุคคลเท่านั้น แต่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ทำให้ครอบครัวต้องอยู่ในสภาวะ “ไม่รู้ชะตากรรม” เป็นเวลายาวนาน และต้องเผชิญอุปสรรคจากกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าและขาดความโปร่งใส อีกทั้งยังเชื่อมโยงการติดตามคดีวันเฉลิมกับสถานการณ์การค้นหาคนหายและผู้ถูกบังคับสูญหายในประเทศไทยและต่างประเทศ ผ่านกลไกด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
.
อ่านข่าวฉบับเต็ม พร้อมรูปภาพภายในงานและคลิปวิดีโอได้ที่https://drive.google.com/drive/folders/1uMLS00gq44uCZZYWBZBt7P4ke2wrzRO_
