เมื่อ : 08 พ.ค. 2569

สภาผู้บริโภค เครือข่ายภาคประชาชน ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนแก้ปัญหาน้ำมันแพง “หยุดจ่ายเงินชดเชยกองทุนน้ำมัน” ด้านกระทรวงพลังงานรับลูก เตรียมพิจารณา 22 พ.ค.นี้

 

สภาผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมเครือข่ายภาคประชาชน ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนต่อกระทรวงพลังงาน เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงและลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเสนอ “หยุดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน” และ “ระงับการจ่ายหนี้ชดเชยให้ผู้ค้าน้ำมัน” ชั่วคราว พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นและการกักตุนน้ำมัน เสนอเจรจาลดค่าแอดเดอร์ ค่าพร้อมจ่ายกับโรงไฟฟ้าก่อนประกาศอัตราค่าไฟใหม่ ขณะที่กระทรวงพลังงานรับข้อเสนอ เตรียมนำเข้าหารือในคณะทำงานร่วม และยืนยันเดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงานให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

 

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ที่กระทรวงพลังงาน มีการประชุมนัดแรกของ “คณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของเครือข่ายภาคประชาชน” ภายหลังนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงนามแต่งตั้งผู้แทนจากสภาผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก รวม 12 คน เข้าร่วมเป็นคณะทำงานฯ เพื่อผลักดันแนวทางปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรมต่อประชาชน
 

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะภาคประชาชนมีความหวังว่ากระทรวงพลังงานจะเร่งแก้ปัญหาที่กระทบค่าครองชีพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีต้นตอจาก “กำไรส่วนเกิน” ของค่าการกลั่นและการกักตุนน้ำมัน

 

“สิ่งที่เราขอวันนี้ คือให้หยุดเก็บเงินส่วนลดราคาน้ำมันเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราว เพราะในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกผันผวน ประชาชนไม่ควรเป็นฝ่ายแบกรับภาระ ขณะที่บางกลุ่มยังได้ประโยชน์จากกำไรส่วนเกิน” นายปานเทพ กล่าว

ทั้งนี้ ภาคประชาชนยังเสนอให้กระทรวงพลังงานชะลอการจ่ายเงินกู้ 20000 ล้านบาท เพื่อชดเชยสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จนกว่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นอย่างชัดเจน รวมถึงเสนอให้ยุติการชดเชยน้ำมันชีวภาพประเภท B20 และ E20 ในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน เนื่องจากเป็นภาระต่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมาก

 

ในส่วนของค่าไฟฟ้า ภาคประชาชนเสนอให้กระทรวงพลังงานเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก่อนการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดสำหรับครัวเรือน โดยเสนอให้ยกเลิกการต่ออายุอัตโนมัติของค่ากินเปล่า หรือค่าแอดเดอร์ (Adder) และเจรจาปรับลดค่าแอดเดอร์ของโรงไฟฟ้าเดิม ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าไฟได้สูงสุดถึง 17 สตางค์ต่อหน่วย นอกจากนี้ยังเสนอให้เจรจาปรับลด “ค่าความพร้อมจ่าย” (Available Payment : AP) หรือยืดระยะเวลาการจ่าย เพื่อนำส่วนลดดังกล่าวมาหักลบค่าไฟฟ้าก่อนคำนวณอัตราใหม่

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน โดยเปิดทางให้ครัวเรือนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าบนหลังคาขนาดไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ ภายใต้ระบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า หรือเน็ตมิเตอริง (Net Metering) ระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี เพื่อให้ประชาชนสามารถหักลบหน่วยไฟฟ้ากับระบบได้โดยตรง และเสนอให้ภาคธุรกิจหรือครัวเรือนที่ติดตั้งขนาด 5 – 10 กิโลวัตต์ ใช้ระบบการคำนวณแบบ ”คิดแยก” ระหว่างไฟฟ้าที่ผลิตได้และไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้า หรือเน็ตบิลลิง (Net Billing) ภายใต้สัญญา 25 ปี เพื่อเร่งคืนทุนและลดภาระค่าไฟในระยะยาว

 

นอกจากนี้ ภาคประชาชนยังยื่นหนังสือขอข้อมูลต่อคณะทำงานฯ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาปรับโครงสร้างราคาพลังงาน อาทิ ข้อมูลใบนำเข้าน้ำมันดิบ ใบขนส่งน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ข้อมูลค่าการกลั่น กำไรสุทธิของโรงกลั่นย้อนหลัง 3 ปี รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยละเอียด เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส

ด้านน.ส.รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระจากการชดเชยน้ำมันชีวภาพจำนวนมาก โดยเฉพาะ B20 ที่ชดเชยลิตรละ 5.38 บาท และ E20 ที่ชดเชยลิตรละ 2.61 บาท รวมมูลค่ากว่า 454 ล้านบาทต่อวัน หรือกว่า 13647 ล้านบาทต่อเดือน

 

“ถ้ายังเดินหน้าชดเชยต่อไป กองทุนน้ำมันจะยิ่งติดลบ ขณะที่ประชาชนยังต้องจ่ายค่าน้ำมันแพง ทั้งที่ในช่วงนี้ราคาน้ำมันตลาดโลกมีส่วนลด จึงควรนำส่วนลดดังกล่าวมาช่วยลดราคาขายปลีกให้ประชาชนทันที” นางสาวรสนามองว่า หากรัฐสามารถเรียกคืนกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นและการกักตุนน้ำมันกลับเข้าสู่กองทุนได้ ก็จะช่วยลดภาระหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้โดยไม่ต้องผลักภาระมายังประชาชน

 

ขณะที่ นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเห็นด้วยในหลักการของข้อเสนอหลายประเด็น และพร้อมรับข้อมูลทั้งหมดไปพิจารณา โดยยืนยันว่ากระทรวงพลังงานต้องการทำให้โครงสร้างราคาพลังงาน “เป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้”

 

“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นตัวแทนของประชาชน ทุกข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและเกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย กระทรวงพร้อมรับไว้พิจารณา รวมถึงข้อเสนอเรื่องการตรวจสอบค่าการกลั่น ค่าการตลาด และกำไรส่วนเกินจากการกักตุนน้ำมัน” โฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าว

 

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้ “ทีมสุดซอย” ตรวจสอบตัวเลขน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นย้อนหลัง ตั้งแต่เดือนมี.ค. 2569 เปรียบเทียบกับเดือนม.ค. – ก.พ. เพื่อพิจารณาว่ามีส่วนใดเข้าข่ายเป็น “ลาภลอย” จากวิกฤตราคาน้ำมันหรือไม่

 

สำหรับแนวทางการทำงาน คณะทำงานร่วมฯ จะประชุมทั้งหมด 4 ครั้ง ภายในกรอบเวลา 60 วัน โดยการประชุมครั้งถัดไปจะมีขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เพื่อพิจารณาประเด็นน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนน้ำมัน และพืชพลังงาน ก่อนจะหารือเรื่องก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และโซลาร์รูฟท็อปในลำดับต่อไป และจะสรุปผลการดำเนินงานภายในวันที่ 19 มิ.ย.นี้