เดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญจากประชาชน ล้างอำนาจคณะรัฐประหารในการกำกับระบอบประชาธิปไตย
วันที่ 22 พ.ค. รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ อดีตประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันครบรอบ 12 ปี การทำรัฐประหาร ประเทศไทยผ่านการทำรัฐประหารมาถึง 13 ครั้ง สำหรับตนประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า “รัฐประหาร” ไม่เคยและไม่มีทางเป็นทางออกของการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ใดๆเลย “การรัฐประหารคือสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่มีความชอบธรรมรองรับในทุกกรณี” สังคมไทยต้องร่วมกันเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญจากประชาชน ล้างอำนาจคณะรัฐประหารในการกำกับระบอบประชาธิปไตย
สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ ประเทศเรายังคงเหลือ ”มรดกบาป” ที่ตกทอดจากคณะรัฐประหาร นั่นคือกลไกสืบทอดอำนาจที่ฝังอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 หากกติกาหลักของประเทศยังไม่ได้ถูกเขียนใหม่โดยประชาชน โซ่ตรวนที่มองไม่เห็นของคณะรัฐประหารก็ยังคงฉุดรั้งประเทศเอาไว้อยู่ดี แม้ในวันนี้เราจะผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว แต่โครงสร้างอันบิดเบี้ยวยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ ผ่านการใช้องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือใช้กลไกทางกฎหมายมาสกัดกั้นเจตจำนงของประชาชน
ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุด คือ ปรากฏการณ์ ”สว.สีน้ำเงิน” ที่เข้ามาจับจองพื้นที่ในสภาสูงอย่างเป็นกระบวนการ สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน แต่มันคือผลลัพธ์ของการออกแบบกติกาที่จงใจทำเพื่อเอื้อให้กลุ่มอำนาจเดิมสามารถส่งต่อและควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จผ่านการจัดตั้งทางการเมือง การสืบทอดอำนาจของ คสช ยังอยู่ต่อไปในระบอบสีน้ำเงินที่มีฐานจากโครงข่ายอำนาจการเมืองอุปถัมภ์แบบเดิม อันเป็นส่วนต่อขยายของเครือข่ายอำนาจจารีตอนุรักษ์นิยมปรปักษ์ประชาธิปไตยในระบบเลือกตั้ง เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 ของคณะรัฐประหารส่งผลให้รัฐสภาถูกยึดอำนาจด้วยการออกแบบกติกาที่ไม่ชอบธรรมและไม่สอดคล้องกับกระบวนการประชาธิปไตยที่มีประชาชนเป็นหัวใจหลัก
ผลกระทบจึงตกมาอยู่กับคนหนุ่มสาวที่เคยลุกขึ้นมาท้าทายกติกาอยุติธรรมนี้ด้วย สิ่งที่ผมเห็นแล้วสะท้อนใจและเจ็บปวดที่สุดคือการเห็นภาพของเยาวชนคนหนุ่มสาวที่ทยอยถูกพิพากษา บางคนต้องหมดอิสรภาพในคุกตั้งแต่อายุยังน้อย บางคนต้องทิ้งบ้านเกิดลี้ภัยไปต่างแดน พวกเราต้องช่วยกันผลักดันให้ระบบรัฐสภาเป็นกลไกหลักสำคัญในการแก้ไขปัญหาและหาทางออกให้ประเทศ เราต้องร่วมกันรื้อถอนมรดกบาปในรัฐธรรมนูญปี 60 เพื่อส่งต่อสังคมที่เป็นธรรมและคืนอำนาจสูงสุดในการกำหนดทิศทางประเทศกลับมาอยู่ในมือของประชาชน ทุกคนอย่างแท้จริง
