เมื่อ : 24 พ.ค. 2569

เตรียมเสนอกมธ.การเงิน การคลังฯ เพื่อแก้ไขปัญหาทุนเทาฟอกเงินและการฉ้อโกงผ่านภาคการเงินอย่างจริงจัง 
สินเชื่อขยายตัวต่ำ หนี้เสียครัวเรือนและ SMEs เพิ่ม ความเสี่ยง Stagflation ยังต่ำ ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจต้องยั่งยืน ลดเหลื่อมล้ำ   
           


วันที่ 24 พ.ค.  รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ  ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ รองประธานกรรมาธิการ(กมธ.)การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน เปิดเผยว่า ภาคการเงินไทยและภาคธุรกิจไทยได้ถูกกลุ่มทุนเทา และ เงินสกปรกผิดกฎหมาย จำนวนมากใช้เป็นแหล่งฟอกเงิน จุดอ่อนส่วนหนึ่งเกิดจากระบบ กลไกและกฎหมายยังไม่เท่าทันต่อนวัตกรรมการทำธุรกรรมของกลุ่มทุนเทาเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ และ การทุจริตคอร์รัปชันของผู้มีอำนาจ 


นอกจากนี้ เทคโนโลยีทางการเงิน การเงินดิจิทัล คริปโตเคอร์เรนซี ยังทำให้ ธุรกรรมผิดกฎหมายและฟอกเงินหลบเลี่ยงการกำกับควบคุมตรวจจับไปได้ ทุนเทาฝังรากลึกมานานและขยายบทบาทและธุรกรรมอย่างมากตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 หลังการรัฐประหารประมาณ 2 ปีกว่า จน ประเทศไทยถูกจับตาในฐานะ “สวรรค์ของการฟอกเงิน” เช่นเดียวกับประเทศละตินอเมริกาบางประเทศ ประเทศไทยมีปัญหาทุนเทาและการฟอกเงินติดอันดับ 10 ประเทศแรกของโลก และ กลุ่มทุนเทาเหล่านี้ได้คืบคลานยึดอำนาจรัฐอยู่ แม้นไทยจะมี “กฎหมายฟอกเงิน” แต่การบังคับใช้ไม่มีประสิทธิภาพ เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอและไม่เท่าทันขบวนการอาชญากรรมยุคดิจิทัล 


ทุนเทาไหลทะลักฟอกเงินในไทยจึงเข้ามาหลากหลายช่องทางและรูปแบบ มีทั้งธุรกรรมขนาดใหญ่ เข้ามาซื้อหุ้นยึดครองกิจการในตลาดหลักทรัพย์ การเข้ามาทำธุรกรรมโครงการลงทุนขนาดใหญ่ผ่านสถาบันการเงิน ฟอกเงินผ่านโครงการอสังหาริมทรัพย์และสนามกอล์ฟ มีการทำธุรกรรมผ่านมูลนิธิและวัด ผ่านบัญชีม้าและธุรกรรมผ่านธนาคาร ผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล ผ่านตลาดหลักทรัพย์และกองทุน ผ่านผ่านบริษัทนอมินี  เปิดร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ เป็นต้น 


ข้อมูลการฉ้อโกงผ่านภาคการเงินในช่วงปี พ.ศ. 2568 และ ช่วงไตรมาสแรกปีนี้ พบว่า มีหลายแสนคดีเกิดขึ้น มีมูลค่าความเสียหายหลายหมื่นล้านบาทและสถานการณ์ยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เกิดภาวะ ทุนข้ามชาติสัญชาติไทยไหลออก ทุนนอกไม่ไหลเข้า เงินเทาไหลทะลักเครือข่ายของทุนเทาในปัจจุบัน ได้สร้างอุตสาหกรรมฟอกเงินขนาดใหญ่ในไทย มีการแบ่งงานกันทำ มีสายสัมพันธ์กับอำนาจในระบบราชการและการเมือง มีธุรกรรมเกี่ยวพันกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ เครือข่ายฟอกเงินเหล่านี้สามารถสร้างการฟอกเงินอย่างเป็นระบบและถาวรได้ด้วยการเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในสถาบันการเงินหรือบริษัทจดทะเบียน 


การฟอกเงินของกลุ่มทุนเทาทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจสุจริต ทำลายการแข่งขันและบิดเบือนกลไกตลาด รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก บิดเบือนมูลค่าทางเศรษฐกิจ เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงินและสถาบันการเงิน    

 

รศ. ดร. อนุสรณ์  กล่าวว่า เตรียมทำเรื่อง เสนอคณะกรรมาธิการการเงิน การคลังฯ เพื่อแก้ไขปัญหาทุนเทาฟอกเงินและการฉ้อโกงทางการเงินผ่านภาคการเงินอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดฉ้อโกงลอยนวล ประชาชนผู้เป็นเหยื่อต้องได้รับการเยียวยาโดยเร็ว และต้องหยุดยั้งการยึดอำนาจรัฐจากทุนเทา แนวทางในการสกัด ทุนเทาฟอกเงิน นั้น มีมาตรการและแนวทางดังต่อไปนี้  1. การผลักดันให้มี Data Bureau และ การเชื่อมโยงข้อมูลทางกรเงินของทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน อุดช่องโหว่การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่อาจเป็นช่องของธุรกรรมฟอกเงินได้ 


2. การดำเนินการกวาดล้าง “นอมินี” และ บัญชีม้าธนาคาร บัญชีม้านิติบุคคล ตัดวงจรบัญชีม้านิติบุคคลเพื่อสกัดการใช้ชื่อนอมินีรับโอนเงินผิดกฎหมาย 3. ตรวจสอบรายชื่อเสี่ยงที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ 4. ยกระดับการตรวจสอบกลุ่มเฉพาะที่เคยได้รับการยกเว้น เช่น วัดและมูลนิธิ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบการนำเข้า เป็นต้น 5. การอายัดทรัพย์สินของกลุ่มเครือข่ายทุนเทาต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ 6. ต้องเพิ่มบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านปราบปรามการฟอกเงินให้เพียงพอ โดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่สายการเงินและเทคโนโลยี  

 

ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ผู้นี้กล่าวต่อว่า หากเรามีนโยบายในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลกจะเป็นการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อุตสาหกรรมบริการการเงิน การลงทุนที่มีมูลค่าสูง ถือเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจส่วนหนึ่งที่จะทำให้ศักยภาพในการเติบโตของไทยสูงขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตามเวลาเราพูดถึง ศูนย์กลางทางการเงิน เรามักหมายถึง เมืองหรือประเทศที่สามารถดึงดูดให้สถาบันการเงิน สถาบันการลงทุนจำนวนมาก ทั้งสถาบันระดับภูมิภาคและระดับโลก เข้ามาลงทุนและใช้เป็นศูนย์กลางในการทำธุรกรรมทางการเงินและการลงทุนระหว่างประเทศ 


การจะทำเช่นนั้นได้ ต้องมีภาคการเงินที่ได้มาตรฐานและมีธรรมาภิบาลระดับสากล มีระบบและกลไกมาตรฐานสากลในการป้องกันการใช้ “ภาคการเงิน” เป็นแหล่งฟอกเงินและ หากต้องการเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลกระดับต้นๆควรต้องมีสินทรัพย์ของสถาบันการเงินไม่น้อยกว่า 200% ของจีดีพี ความท้าทายของไทยในการนำพา “กรุงเทพ” สู่ความเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก มีดังต่อไปนี้ 


ประการแรก สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเอื้อต่อการประกอบธุรกิจการเงินและการลงทุนหรือไม่ สะท้อนมาที่ดัชนีความง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) โดยเฉพาะในมุมของนักลงทุนมักให้ความสำคัญอัตราภาษีที่ต่ำ ไม่ซ้ำซ้อนและต้นทุนต่ำ ประเทศไทยอยู่ในระดับที่ดีพอสมควร แต่มีความเสี่ยงเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองไม่ดีนัก มีรัฐประหารและการเปลี่ยนแปลงการเมืองไม่เป็นไปตามวาระและวิถีทางประชาธิปไตยบ่อยครั้ง  


ประการที่สอง ระดับการเปิดเสรีทางการเงินและการลงทุนอยู่ที่ระดับไหน (Level of Financial and Investment Liberalization)  กรุงเทพฯมีระดับการเปิดเสรีภาคการเงินไม่สูงเท่ากับสิงคโปร์ ฮ่องกง นิวยอร์ก ลอนดอน ซานฟานซิสโก ชิคาโก บอสตัน ลอสแองเจลีส  เวียนนา มิลาน ปารีส หรือ หมู่เกาะอย่างเคย์แมน บริติชเวอร์จิน แต่ไทยมีระดับการเปิดเสรีในระดับที่พัฒนาต่อยอดได้ ประการที่สาม ความพร้อมของบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานของภาคการเงิน ประเทศไทยมีความพร้อมในระดับปานกลาง ยังต้องพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินและการลงทุนเพิ่มเติมอีกมาก 


ประการที่สี่ ความเชื่อมั่นและการยอมรับในการเป็นศูนย์กลางทางการเงิน เกี่ยวข้องกับวางระบบกฎหมาย การที่กระทรวงการคลังจะมีแผนในการจัดทำกฎหมายทางการเงินใหม่ก็จะเป็นพื้นฐานสำคัญในอนาคต การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโทรคมนาคม ไอทีและเทคโนโลยีสารสนเทศถือว่ามีความสำคัญมากในระบบการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัล


ประการที่ห้า ระบบความมั่นคงปลอดภัยในการให้บริการและระบบความมั่นคงปลอดภับทางไซเบอร์และธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ ประการที่หก การกำกับดูแล ความมีธรรมาภิบาลที่เป็นมาตรฐานสากล ความคงเส้นคงวาและคาดการณ์ได้ของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับระบบสถาบันการเงิน นโยบายการเงินและนโยบายการลงทุน  หากเราไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศกลายเป็น สวรรค์ของขบวนการฟอกเงิน ได้ เราไม่มีทางก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินได้อย่างแน่นอน

 

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ อัตราการขยายตัวของสินเชื่อต่ำมาก ทั้งสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ สินเชื่อ SMEs และ สินเชื่อรายย่อย ลูกหนี้ยังคงได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงานและผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง หนี้เสียครัวเรือนและ SMEs เพิ่มขึ้น 


แม้นอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น แต่ความเสี่ยงการเกิด Stagflation ยังต่ำ แรงกดดันเงินเฟ้อจากค่าแรงต่ำ โอกาสเกิด Wage-Price Spiral มีน้อย เนื่องจาก ตลาดแรงงานไทยมีสัดส่วนลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างค่อนข้างต่ำและมีอำนาจต่อรองต่ำ ไม่มีกลไกปรับค่าจ้างอัตโนมัติ อุปทานแรงงานขณะนี้ยังค่อนข้างยืดหยุ่น เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำและสัดส่วนหนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจยังสูง จึงยังไม่มีความเสี่ยงของแรงกดดันเงินเฟ้อทางด้านอุปสงค์ เงินเฟ้อสูงขึ้นจากปัจจัยทางด้านอุปทาน (วิกฤติราคาน้ำมันแพง) ความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงยังไม่มี ส่วนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคใต้ หากมีการผลักดันให้เกิดขึ้นต้องยึดยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องเน้นลดความเหลื่อมล้ำและกระจายรายได้