นักวิชาการชี้ “ทุนเทา–บัญชีม้า” สะท้อนรัฐบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ ยกระดับเป็นอุตสาหกรรม เหยื่ออาชญากรรมออนไลน์พุ่ง เสนอตัดวงจรฟอกเงิน เยียวยาเหยื่อผ่านกองทุนเยียวยา หวังรัฐบาลใหม่เอาจริง
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 ม.ค. ที่ โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพฯ ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) ร่วมกับ มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน และภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนาเลือกตั้ง 2569 “นโยบายปราบสแกมเมอร์ พูดแล้วทำอย่างไร? แค่ไม่เอาเทาคงไม่พอ!” จากเหตุการณ์ปราบแก๊งสแกมเมอร์ และอาชญากรรมไซเบอร์ที่กลายป็นประเด็นสำคัญของสังคม พรรคการเมืองหลายพรรคจึงมีทิศทางร่วมกันในการยกระดับปัญหานี้เป็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ
การจัดเวทีในครั้งนี้จึงระดมมุมมองจากนักวิชาการ เพื่อสะท้อนข้อมูลสถานการณ์ปัญหาสแกมเมอร์และทุนเทา เสนอเป็นวาระเร่งด่วน ที่รัฐบาลใหม่ในอนาคต ต้องชูเป็นนโยบายหลักของประเทศ โดยเน้นการบูรณาการข้อมูล การตัดวงจรทางการเงิน และการเยียวยาผู้เสียหาย
รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องทุนเทามานาน สะท้อนความอ่อนแอของการบังคับใช้กฎหมาย ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นสวรรค์ของคนฟอกเงิน ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบอสังหาริมทรัพย์ การทำธุรกิจที่ไม่เป็นจุดเด่นของคน แต่เบื้องหลังหลอกลวงและฟอกเงินไปพร้อมกัน จากการโอนย้ายเงินหลาย ๆ รอบผ่านตลาดคริปโทเคอร์เรนซีและนำออกนอกประเทศ ก่อนนำกลับเข้าประเทศใหม่
นับเป็นระบบฟอกเงินที่ง่ายและรวดเร็ว อีกทั้งธุรกิจทุนเทายังมีการทำงานเป็นโหนด (Node) แบ่งพื้นที่ในการทำงานอย่างชัดเจน ตามความเชี่ยวชาญที่ตนเองถนัด และพัฒนาเทคนิคในการก่ออาชญากรรมของตนเอง เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย
“สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ของโลกชี้ให้เห็นว่า ร้อยละ 70 ของประชากรผู้ใหญ่มีประสบการณ์การถูกหลอกลวงออนไลน์ และตกเป็นเหยื่อร้อยละ 57 ขณะที่สถานการณ์การถูกหลอกลวงออนไลน์ของไทย ในปี 2566 พบว่า ร้อยละ 73 มีประสบการณ์การถูกหลอกลวงออนไลน์ และร้อยละ 47 ตกเป็นเหยื่อ จึงขอเสนอให้รัฐบาลใช้วิธีการป้องกันที่เหนือชั้นกว่าสแกมเมอร์ หรือ ทุนเทา ด้วยกลไกเปิดโอเพนดาต้า (Open data) ด้วยการแชร์ข้อมูลเรียลไทม์ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พัฒนาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และโทรคมนาคมของรัฐบาลให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อการสืบสวนคดีอย่างครบวงจรและรอบด้าน
พร้อมจัดตั้งกองทุนเยียวยา โดยนำเงินจากการยึดทรัพย์ที่หาเจ้าของไม่ได้ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และเงินประกันความเสี่ยงจากธนาคาร เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายเบื้องต้น” รศ.ดร.นวลน้อย กล่าว
รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยถึง ผลการศึกษาการฟอกเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรมไซเบอร์และแนวทางนำทรัพย์สินมาสร้างกองทุนเยียวผู้เสียหาย ชี้รัฐบาลยังมีจุดอ่อนของกระบวนการทำงานที่ล่าช้า ทำงานแยกส่วน ทำให้อาชญากรย้ายเงินออกนอกระบบได้ทันท่วงที
“กระบวนการรับแจ้งเหตุ และอายัดทรัพย์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนและล่าช้า เมื่อเงินถูกโอนผ่านบัญชีม้าหลายทอด อีกทั้งการเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล การติดตามจึงทำได้ยากมาก ส่งผลให้เหยื่อสิ้นหวังและต้องแบกรับต้นทุนในการดำเนินคดีแพ่งด้วยตนเอง โดยพบว่าพื้นที่เสี่ยงฟอกเงินสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) ภาคตะวันออก พัทยา-ชลบุรี เมืองท่องเที่ยวที่มีธุรกิจบังหน้าหลากหลายและเครือข่ายต่างชาติหนาแน่น 2) กรุงเทพฯ และปริมณฑล แหล่งการเงินครบวงจร เอื้อต่อการแฝงตัวทำธุรกิจผิดกฎหมาย
3) เชียงใหม่ เมืองใกล้แนวชายแดน มีทุนสีเทาต่างชาติแฝงตัวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
อย่างไรก็ดีเพื่อเป็นการเยียวยาผู้เสียหาย เสนอให้มีการจัดตั้ง ‘กองทุนเยียวยาไตรภาคี’ ซึ่งบริหารงานโดยองค์กรอิสระ 3 ฝ่าย คือ สถาบันการเงิน ผู้ประกอบการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัล ภายใต้แนวคิด “เยียวยาเชิงรุก” ที่สามารถชดใช้ค่าเสียหายให้เหยื่อได้ทันที หลังจากตรวจสอบเบื้องต้น แล้วจึงให้รัฐและกองทุนเรียกคืนจากอาชญากรในภายหลัง พร้อมเน้นย้ำการยึดและอายัดทรัพย์นั้น เพื่อนำมาเยียวยาเหยื่อให้ได้จริง เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากอาชญากรรมข้ามชาติ” รศ.ดร.ทศพล กล่าว
นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการศึกษา ชีวิตบัญชีม้า ถอดรหัสวงจรบัญชีม้า ความซับซ้อนของการกลายเป็นเหยื่อและผู้ต้องหา ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก และการทบทวนนโยบายกฎหมายไทยและประเทศสหราชอาณาจักร มาเลเชีย และสิงค์โปร์ พบว่า ความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ในปี 2567 เพียงปีเดียวสูงถึง 37582 ล้านบาท และมีจำนวนบัญชีม้าสะสมถึงเดือนเมษายน 2568 กว่า 2.3 ล้านบัญชี
“จากการศึกษาบัญชีม้าในปัจจุบัน ตั้งแต่ยุคบุกเบิกที่เป็นการจ้างวานคนรู้จักเปิดให้ เข้าสู่ยุคปัจจุบันที่มีความซับซ้อนมากขึ้น มีทั้ง ‘ม้าสายสั้น’ คือการโอนเงินผ่านบัญชีม้าเพียง 3-4 แถวแล้วเปลี่ยนเป็นคริปโทเคอร์เรนซีหรือเงินสดภายใน 3 นาที ‘ม้านิติบุคคล’ เป็นการจ้างจดทะเบียนบริษัทเพื่อเพิ่มวงเงินสูง ตรวจสอบยากขึ้น และ ‘คอกม้า’ จัดเป็นขบวนการกักขังบุคคลไว้ เพื่อสแกนหน้ายืนยันตัวตนในการทำธุรกรรม และยังสามารถแยกประเภทบัญชีม้าออกเป็นหลายกลุ่ม กลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือ ‘ม้าบริสุทธิ์’ ซึ่งคือผู้เสียหายที่กลายเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว เช่น กลุ่มเปราะบาง ได้แก่ คนไร้บ้าน ผู้ยากไร้ นักศึกษา และผู้สูงอายุ ที่ถูกหลอกให้เปิดบัญชี หรือลวงให้สมัครงาน แต่กลับนำบัญชีไปใช้ฉ้อโกง” นายอนรรฆ กล่าว
นอกจากนี้ ยังได้เสนอ 4 หลักการตัดวงจรบัญชีม้า คือ 1) การใช้มาตรการทางปราบปรามเชิงรุกเพื่อตัดวงจรอาชญากรรม ระงับช่องทางดิจิทัลทันที ตามแบบโมเดลสิงคโปร์ เพื่อชะลอการโอนเงินที่ผิดปกติให้มีเวลาตรวจสอบ 2) การจัดการบัญชีม้านิติบุคคลอย่างเด็ดขาด กำหนดโทษทางอาญาอย่างจริงจัง
3) การบังคับใช้หลักความรับผิดชอบร่วมกัน (Shared Liability) ให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเครือข่ายต้องร่วมรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายหากพิสูจน์ได้ว่ามีความบกพร่องในการป้องกัน และ 4) การเชื่อมโยงข้อมูลและการคืนสิทธิ โดยแลกเปลี่ยนข้อมูลทุจริตข้ามธนาคารแบบ Real-time (COSMIC Model) เพื่ออายัดทั้งเครือข่าย ควบคู่กับการสร้างช่องทางพิเศษ (Right to Repair) ให้เหยื่อที่ถูกหลอกเปิดบัญชีสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์เพื่อปลดล็อก Blacklist และกลับเข้าสู่ระบบการเงินได้
