“อนุสรณ์ ธรรมใจ” เตือนรัฐบาล อย่าแก้วิกฤตการณ์พลังงานแล้วเกิดวิกฤตการคลัง ต้องเร่งเก็บภาษีลาภลอยโรงกลั่น พัฒนาระบบบิลไฟฟ้าสู่หลักประกันสินเชื่อ
ชี้วิกฤติค่าครองชีพของกลุ่มรายได้น้อย ซ้ำเติม ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ให้ซับซ้อนยิ่งขึ้นจากความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงขึ้น ระบุคลังน้ำมันสำรองโลกในปัจจุบันอยู่ในภาวะตึงตัวอย่างหนัก จำเป็นต้องเร่งผลักดันนโยบายระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ และยกระดับมาตรฐานความมั่นคงพลังงาน
วันที่ 1 พ.ย. รศ.ดร อนุสรณ์ ธรรมใจ รองประธานกรรมาธิการ การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน และ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน เปิดเผยว่า รัฐบาลต้องระมัดระวังในการใช้มาตรการใดๆเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อแก้วิกฤตการณ์พลังงานแล้วนำมาสู่ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการคลัง กระทรวงการคลังสามารถดำเนินมาตรการลดภาษีน้ำมัน E20 และ B20 ได้ไม่เกิน 3 เดือน โดยเป็นระดับที่งบประมาณปี 2570 สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงทางด้านรายได้โดยไม่กระทบวินัยทางการคลัง มาตรการลดภาษีสรรพสามิตล่าสุดจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปประมาณ 15300 ล้านบาทในระยะเวลา 3 เดือน
หากเกิน 3 เดือนรัฐบาลต้องหาแหล่งรายได้ใหม่มารองรับ มีข้อเสนอให้เก็บภาษีจากรถยนตร์ EV เพิ่มเติมซึ่งตนไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการย้อนแย้งกับยุทธศาสตร์และนโยบายปรับโครงสร้างพลังงาน แต่รัฐบาลควรเร่งผลักดันออกกฎหมายในการจัดเก็บภาษีลาภลอยจากกำไรพิเศษเกินปรกติจากกลุ่มธุรกิจพลังงาน หากยืดมาตรการลดภาษีสรรพสามิตไปเกินม.ค. พ.ศ. 2570 โดยไม่มีแผนรายได้ใหม่รองรับจะกระทบต่อฐานะทางการคลัง และ รัฐบาลจะไม่มีเงินงบประมาณไปแก้ปัญหาด้านอื่นหรือพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ จะส่งผลต่อเนื่องไปยังการจัดทำงบประมาณปี 2571 ที่งบประจำจะสูงกว่ารายได้ของรัฐ และอาจมีความจำเป็นต้องแก้กฎหมายหนี้สาธารณะและกฎหมายวินัยการเงินการคลังเพื่อขยับเพดานหนี้สาธารณะ และปรับเปลี่ยนสัดส่วนงบลงทุนต่องบประมาณ
หากเกิดภาวะดังกล่าว วิกฤตการณ์ฐานะทางการคลังจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์และส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว ช่องว่างทางการคลัง (Fiscal Space) ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ “กันชน” (Buffer) ทางการเงินการคลังของประเทศเหลือน้อย หากเกิดปัญหาต่างๆขึ้นในอนาคต เช่น ผลกระทบภัยพิบัติรุนแรง ผลกระทบโรคระบาด หรือ ผลกระทบวิกฤติสงครามการค้า รัฐบาลจะมีข้อจำกัดในการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนและประคับประคองภาวะเศรษฐกิจ การรักษาพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับการรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคตจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
รศ.ดร อนุสรณ์ กล่าวว่า แม้นการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าคุ้มทุนสำหรับพี่น้องประชาชน แต่อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ครัวเรือนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงพลังงานสะอาด คือ เงินลงทุนตั้งต้นที่ใช้เงินทุนไม่น้อย พรรคประชาชนเสนอมาให้มีการใช้มาตรการระบบสินเชื่อผ่านบิลค่าไฟ (On-Bill Financing) เป็นพัฒนาระบบบิลไฟฟ้าสู่หลักประกันสินเชื่อ
ขณะที่ วิกฤติค่าครองชีพของกลุ่มรายได้น้อย หนี้ครัวเรือน ซ้ำเติม ปัญหาความเหลื่อมล้ำ หากไม่เร่งแก้ไขจะให้ปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้นจากความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงขึ้นมาได้ ปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก จึงต้องร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดสถานการณ์ดังกล่าวขึ้นในประเทศไทย
ดังนั้นต้อง ยกระดับสู่ระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ (SPR) ปรับเปลี่ยนจากการให้เอกชน (ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7) สำรองเชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว มาเป็นระบบสำรองน้ำมันที่บริหารโดยภาครัฐ โดยตั้งเป้าหมายปริมาณสำรองรวมให้ได้ 100 วันตามมาตรฐานสากลขององค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เพื่อสร้างกันชนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Buffer Time) ในช่วงที่อุปทานโลกหยุดชะงักในภาวะที่คลังน้ำมันสำรองโลกตึงตัวอย่างหนักเนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งผลักดันนโยบายระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) และยกระดับมาตรฐานความมั่นคงพลังงาน เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพากลไกเชิงพาณิชย์และเงินอุดหนุนแบบเดิม ไปสู่ระบบรับมือวิกฤตที่ยั่งยืน นโยบายและมาตรฐานที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการ มีรายละเอียดดังนี้
1.นโยบายความมั่นคงและการบริหารจัดการคลังสำรอง ยกระดับสู่ระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ (SPR): ปรับเปลี่ยนจากการให้เอกชน (ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7) สำรองเชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว มาเป็นระบบสำรองน้ำมันที่บริหารโดยภาครัฐ โดยตั้งเป้าหมายปริมาณสำรองรวมให้ได้ 100 วันตามมาตรฐานสากลขององค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เพื่อสร้างกันชนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Buffer Time) ในช่วงที่อุปทานโลกหยุดชะงัก กลไกการปล่อยน้ำมันสำรองที่ยืดหยุ่น ปรับปรุงข้อกฎหมายภายใต้ พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ให้สามารถคลายล็อกและอนุมัติให้ผู้ค้านำน้ำมันสำรองออกมาจำหน่ายได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดการขาดแคลนหน้าสถานีบริการ รวมถึงการควบคุมและระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปชั่วคราวในภาวะวิกฤต
2. มาตรฐานโครงสร้างราคาและการคลัง รื้อสูตรราคาและตัด ”ต้นทุนทิพย์”: ปรับเปลี่ยนมาตรฐานราคาอ้างอิงหน้าโรงกลั่น โดยยกเลิกการบวกค่าขนส่งและค่าประกันภัยเสมือนนำเข้าจากสิงคโปร์ เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและลดภาระประชาชนโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนเพียงอย่างเดียว การอุดหนุนราคาน้ำมันแบบมุ่งเป้า (Targeted Subsidy) เปลี่ยนผ่านมาตรฐานการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากการหว่านแหพยุงราคาทั้งระบบ ไปเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบางและภาคขนส่งสาธารณะ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังของกองทุนไม่ให้ติดลบจนวิกฤต
3. มาตรฐานการกระจายสินค้าและการจัดการอุปทาน แผนอำนวยความสะดวกการขนส่ง 24 ชั่วโมง กำหนดมาตรฐานผ่อนผันให้รถขนส่งน้ำมันสามารถวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศในช่วงวิกฤต มาตรฐานการรายงานข้อมูลแบบ Real-time บังคับใช้มาตรการให้โรงกลั่นและคลังน้ำมันทุกแห่งต้องรายงานข้อมูลราคาจำหน่ายและปริมาณน้ำมันคงเหลือต่อกรมธุรกิจพลังงานเป็นรายวัน เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าและบริหารการกระจายตัวอย่างแม่นยำ 4. การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกระยะยาว เร่งพลังงานสะอาดและวัตถุดิบในประเทศ: ลดการพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้า (ซึ่งปัจจุบันสูงกว่า 90%) ด้วยการส่งเสริมการผสมพลังงานชีวภาพ (เช่น B100 E20) และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย
