เมื่อ : 30 ต.ค. 2569

วันที่ 30 ต.ค. นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานคณะกรรมการธิการ(กมธ.)การสาธารณสุข  เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่่ผานมา ตนได้รับยื่นหนังสือจาก รศ. ดร.ชานนท์ โกมลมาลย์ รองคณบดีฝ่ายการศึกษาภาคปฏิบัติและกิจการสังคม คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) และคณะ เรื่อง ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้ากับผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม  

 

นายสกลธี กล่าวต่อว่า  การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้ายังคงมีช่องว่างและข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญ 2 ประการ ได้แก่


1. ปัญหาการทำลายบุหรี่ไฟฟ้าที่ตรวจยึดเป็นของกลาง เนื่องจากยังไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดหน่วยงานรับผิดชอบและแหล่งงบประมาณสำหรับการดำเนินการทำลายของกลางไว้อย่างชัดเจน ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2. ปัญหาความไม่ชัดเจนของกฎหมายเกี่ยวกับผู้ครอบครองและผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า แม้ปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้าจะเป็นสินค้าต้องห้ามตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยไม่มีการจำแนกประเภทอย่างชัดเจนระหว่างบุหรี่ไฟฟ้าชนิดใช้ของเหลวกับผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อน แต่การกำหนดความผิดและบทลงโทษสำหรับผู้ครอบครองหรือผู้สูบยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณา โดยเฉพาะกรณีเยาวชนที่ถูกตรวจพบว่าครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งอาจถูกดำเนินคดีตามพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ที่มีบทลงโทษรุนแรง ทั้งโทษปรับในอัตราสูงและโทษจำคุก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองประสบข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสมและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

 

นายสกลธี กล่าวต่อว่า ดังนั้น กมธ.สาธารณสุข จึงจำเป็นต้องรวบรวมข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อศึกษาทบทวนกฎหมายและมาตรการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบให้มีความชัดเจนและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการลดและป้องกันการบริโภคยาสูบ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกประเภทล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม การกำหนดมาตรการยุติการบริโภคยาสูบโดยสิ้นเชิงจำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบและผู้ประกอบอาชีพในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาสูบควบคู่กันไป

 

“ทั้งนี้ กมธ.ได้หารือถึงแนวคิดการสร้างคนรุ่นใหม่ปลอดบุหรี่ ซึ่งเป็นมาตรการควบคุมการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบตามปีเกิด โดยกำหนดให้บุคคลที่เกิดตั้งแต่ปีที่ระบุไว้ไม่สามารถซื้อผลิตภัณฑ์ยาสูบได้ตลอดชีวิต แนวคิดดังกล่าวเคยได้รับการผลักดันในต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรและนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ควรนำมาศึกษาความเหมาะสมในการประยุกต์ใช้กับประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เข้ามาชี้แจงข้อมูลและแนวทางดำเนินงานที่เกี่ยวข้องแล้ว” นายสกลธี กล่าว

นาย สกลธี ระบุด้วยว่า  ต้องยอมรับว่าแม้บุหรี่ไฟฟ้าจะเป็นสินค้าต้องห้ามตามกฎหมาย แต่ยังคงมีการครอบครองและใช้งานอย่างแพร่หลายในสังคม จึงจำเป็นต้องศึกษาความเหมาะสมในการจำแนกประเภทผลิตภัณฑ์ การกำหนดมาตรการควบคุม และการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับลักษณะของผลิตภัณฑ์และพฤติกรรมการใช้งานจริง โดยคำนึงถึงการคุ้มครองสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ

 

นายสกลธี ย้ำว่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าวมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน กมธ.การสาธารณสุขจึงจะรวบรวมข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อนำมาศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยมุ่งหวังให้เกิดการปรับปรุงกฎหมายและมาตรการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบอย่างรอบด้าน ลดช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย และป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและเยาวชนในระยะยาว