เมื่อ : 18 ต.ค. 2569

รังสีรักษา (Radiation Therapy) ถือเป็นหนึ่งในเสาหลักทางการแพทย์ที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งอย่างมีประสิทธิภาพ

หลักการสำคัญคือการใช้พลังงานรังสีเข้าไปทำลายดีเอ็นเอ (DNA) ของเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์เหล่านั้นหยุดการเจริญเติบโตและตายไปในที่สุด

เทคโนโลยีเครื่องฉายรังสีในประเทศไทยได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการทำลายก้อนมะเร็งและลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อปกติรอบข้างให้เหลือน้อยที่สุด


เครื่องมือทางนิวเคลียร์และรังสีที่ใช้ในการรักษามะเร็งในประเทศไทย มีการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาให้บริการแก่ประชาชน โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มเทคโนโลยีหลัก ดังนี้

1. เครื่องเร่งอนุภาคเชิงเส้น (Linear Accelerator: LINAC) นี่คือมาตรฐานหลักของการรักษามะเร็งในปัจจุบัน เครื่อง LINAC จัดเป็น ”เครื่องกำเนิดรังสี” ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการเร่งอนุภาคอิเล็กตรอนให้ชนกับเป้าโลหะจนเกิดเป็นรังสีเอกซ์พลังงานสูง

 

ข้อดีคือเครื่องจะผลิตรังสีก็ต่อเมื่อเปิดสวิตช์ทำงานเท่านั้น ทำให้มีความปลอดภัยสูง บริหารจัดการง่าย และมีระบบคอมพิวเตอร์ที่ปรับทิศทางและความเข้มของลำรังสีให้โค้งรับกับรูปทรงของก้อนมะเร็งได้อย่างแม่นยำ (เทคนิค IMRT หรือ VMAT)

 

   •    สถานที่ให้บริการในประเทศไทย: ปัจจุบันมีการติดตั้งและให้บริการอย่างแพร่หลายครอบคลุมทุกภูมิภาค ทั้งในโรงพยาบาลศูนย์สังกัดกระทรวงสาธารณสุข สถาบันมะเร็งแห่งชาติ โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ (เช่น ศิริราช รามาธิบดี จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) ตลอดจนโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำทั่วประเทศ
 


2. เครื่องฉายรังสีโปรตอน (Proton Therapy) นวัตกรรมขั้นสูงสุดของรังสีรักษาที่แตกต่างจากการใช้รังสีเอกซ์ทั่วไป โดยใช้อนุภาคโปรตอนซึ่งมีคุณสมบัติทางฟิสิกส์เฉพาะตัว (Bragg Peak) ลำรังสีจะเดินทางผ่านเนื้อเยื่อปกติโดยปล่อยพลังงานเพียงเล็กน้อย และจะไปปล่อยพลังงานทำลายล้างสูงสุด ณ ตำแหน่งก้อนมะเร็งที่กำหนดไว้พอดี ก่อนที่รังสีจะหยุดชะงักและไม่ทะลุผ่านไปยังอวัยวะด้านหลัง เทคโนโลยีนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการรักษามะเร็งในเด็ก หรือมะเร็งที่อยู่ใกล้อวัยวะสำคัญ เช่น สมองและไขสันหลัง

 

   •    สถานที่ให้บริการในประเทศไทย: ปัจจุบันประเทศไทยมีเครื่องฉายรังสีโปรตอนให้บริการเพียงแห่งเดียว คือ ศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งถือเป็นศูนย์โปรตอนแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

3. การเปลี่ยนผ่านจากเครื่องฉายรังสีโคบอลต์-60 (Cobalt-60 Teletherapy)

ในอดีต ประเทศไทยเคยใช้เครื่องฉายรังสีโคบอลต์-60 ซึ่งใช้ ”วัสดุกัมมันตรังสี” เป็นแหล่งกำเนิดรังสีแกมมาที่แผ่รังสีตลอดเวลา แม้จะเคยเป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยจำนวนมาก

 

แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถือว่าล้าสมัย ควบคุมทิศทางรังสีได้ยากกว่า และมีภาระในการจัดการกากกัมมันตรังสีเมื่อหมดอายุการใช้งาน รวมถึงต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยอย่างเข้มงวด ปัจจุบันโรงพยาบาลในไทยได้ยกเลิกการใช้งานและเปลี่ยนผ่านไปสู่เครื่อง LINAC เกือบทั้งหมดแล้ว

 

มุมมองการกำกับดูแลความปลอดภัย โดย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)

 

ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีแห่งชาติ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) มีบทบาทสำคัญในการควบคุมดูแลให้การนำนวัตกรรมทางการแพทย์เหล่านี้มาใช้ในประเทศ เป็นไปอย่างปลอดภัยสูงสุดต่อผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และสิ่งแวดล้อม โดยมีแนวทางการขับเคลื่อนเชิงนโยบายดังนี้:

   •    การกำกับดูแลแบบอิงความเสี่ยง (Risk-Informed Regulation):

   •    ปส. วางระบบการออกใบอนุญาตและการตรวจประเมินสถานพยาบาลอย่างเข้มงวด ห้องฉายรังสีทุกแห่งต้องผ่านการประเมินโครงสร้าง การกำบังรังสี (Shielding) และการทดสอบความปลอดภัยของเครื่องมือก่อนเปิดใช้งาน เพื่อให้มั่นใจว่ารังสีจะไม่รั่วไหลออกสู่พื้นที่สาธารณะ

   •    นโยบายส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี (Technology Transition):

 

   •    ปส. เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติที่สนับสนุนให้สถานพยาบาลเปลี่ยนจากการใช้ ”วัสดุกัมมันตรังสี (เช่น โคบอลต์-60)” มาเป็น ”เครื่องกำเนิดรังสี (เช่น LINAC)” ซึ่งตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพการรักษาที่ดีขึ้น และการลดภาระการจัดการกากกัมมันตรังสีของประเทศในระยะยาว

   •    การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางรังสี (Radiation Safety Culture):

 

   •    ปส. กำกับดูแลให้บุคลากรผู้ปฏิบัติงาน ทั้งแพทย์ นักรังสีเทคนิค และนักฟิสิกส์การแพทย์ ต้องได้รับการฝึกอบรม มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง และมีการเฝ้าระวังปริมาณรังสีสะสมอย่างต่อเนื่อง

 

   •    เทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีขั้นสูงทางการแพทย์มิใช่สิ่งที่น่ากลัว หากได้รับการบริหารจัดการอย่างถูกต้องภายใต้มาตรฐานสากล การบูรณาการระหว่างความก้าวหน้าทางการแพทย์ระดับโลกของไทย และการกำกับดูแลความปลอดภัยที่รัดกุมของ ปส. จะช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งในประเทศไทยสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

 

บทความโดย: นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

บทความนี้เผยแพร่บน Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/1Fux4etP9j/?mibextid=wwXIfr

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ