เมื่อ : 16 ต.ค. 2569

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) กรณีแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองในกระบวนการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อปี 2567 พร้อมเตือนว่า การดำเนินคดีดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจ


คุณยูฮานี เจ๊ะกา ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะควรได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่ถูกลงโทษ การที่ประเทศไทยยึดมั่นในหลักนิติธรรมจะสะท้อนให้เห็นได้จากการที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิและแสดงความคิดเห็นได้อย่างปลอดภัย แม้ว่าความคิดเห็นเหล่านั้นจะเป็นการตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศก็ตาม รัฐไทยต้องรับประกันว่าจะไม่มีใครถูกดำเนินคดีอาญาเพียงเพราะเขาออกมาแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและสังคม

 

“นักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างนายยิ่งชีพ มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประชาชนเข้าใจสิทธิของตนเอง มีส่วนร่วมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะ และตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจ เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง พวกเขาต้องสามารถทำงานเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกตอบโต้

 

เมื่อผู้นำรัฐบาลใช้การฟ้องคดีอาญากับผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ถูกฟ้องเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้ประชาชนคนอื่นๆ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถามในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนมีสิทธิรับรู้”


นายยิ่งชีพ ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน การปฏิรูปกฎหมาย และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยคดีนี้สืบเนื่องจากการแถลงข่าวที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 ขณะยื่นข้อมูลต่อประธานวิปฝ่ายค้าน เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดปกติในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 ซึ่งมีการกล่าวถึงนักการเมือง 9 คน รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดปกติดังกล่าว


ด้านอนุทินปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าข้อความที่ยิ่งชีพกล่าวในการแถลงข่าวเป็นเท็จและทำให้ตนเสียชื่อเสียง ก่อนจะยื่นฟ้องยิ่งชีพต่อศาลเมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ในข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 โดยศาลกำหนดวันไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ เพื่อพิจารณาว่าคดีมีมูลเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่ หากศาลตัดสินว่ามีความผิด ยิ่งชีพอาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200000 บาท
 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) กรณีแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองในกระบวนการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อปี 2567 พร้อมเตือนว่า การดำเนินคดีดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจ


คุณยูฮานี เจ๊ะกา ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะควรได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่ถูกลงโทษ การที่ประเทศไทยยึดมั่นในหลักนิติธรรมจะสะท้อนให้เห็นได้จากการที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิและแสดงความคิดเห็นได้อย่างปลอดภัย แม้ว่าความคิดเห็นเหล่านั้นจะเป็นการตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศก็ตาม รัฐไทยต้องรับประกันว่าจะไม่มีใครถูกดำเนินคดีอาญาเพียงเพราะเขาออกมาแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและสังคม

 

“นักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างนายยิ่งชีพ มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประชาชนเข้าใจสิทธิของตนเอง มีส่วนร่วมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะ และตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจ เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง พวกเขาต้องสามารถทำงานเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกตอบโต้

เมื่อผู้นำรัฐบาลใช้การฟ้องคดีอาญากับผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ถูกฟ้องเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้ประชาชนคนอื่นๆ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถามในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนมีสิทธิรับรู้”


นายยิ่งชีพ ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน การปฏิรูปกฎหมาย และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยคดีนี้สืบเนื่องจากการแถลงข่าวที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 ขณะยื่นข้อมูลต่อประธานวิปฝ่ายค้าน เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดปกติในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 ซึ่งมีการกล่าวถึงนักการเมือง 9 คน รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดปกติดังกล่าว


ด้านอนุทินปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าข้อความที่ยิ่งชีพกล่าวในการแถลงข่าวเป็นเท็จและทำให้ตนเสียชื่อเสียง ก่อนจะยื่นฟ้องยิ่งชีพต่อศาลเมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ในข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 โดยศาลกำหนดวันไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ เพื่อพิจารณาว่าคดีมีมูลเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่ หากศาลตัดสินว่ามีความผิด ยิ่งชีพอาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200000 บาท


ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับนายอนุทินยังเคยเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนคณะที่ 26 ของ กกต. เคยมีความเห็นว่าควรดำเนินคดีกับอนุทินต่อศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญากับอนุทิน ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการแทรกแซงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยมีกรรมการ กกต. 2 คนที่เห็นว่าควรส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา การที่ข้อกล่าวหาดังกล่าวเคยเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ แสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ และประชาชนสามารถนำมาพูดคุยหรือตั้งคำถามได้ อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบไม่ได้หมายความว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง
คดีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการใช้กระบวนการยุติธรรมโดยมิชอบเพื่อดำเนินคดีกับผู้วิพากษ์วิจารณ์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องยาวนานและเป็นแบบแผน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้บันทึกข้อมูลการดำเนินคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เปิดเผยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำผิดของหน่วยงานรัฐและภาคธุรกิจ การดำเนินคดีเช่นนี้อาจสร้างภาระทางการเงินและแรงกดดันด้านจิตใจอย่างมากต่อผู้ถูกดำเนินคดี
ประเทศไทยมีมาตรการป้องกันการใช้คดีความเพื่อกลั่นแกล้งหรือปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นอยู่แล้วบางส่วน โดยมาตรา 161/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีอาญาที่ประชาชนเป็นผู้ฟ้อง หากพบว่าเป็นการฟ้องโดยไม่สุจริต ขณะที่คำแนะนำของประธานศาลฎีกา ซึ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 พ.ค.2569  ก็ได้กำหนดแนวทางให้ศาลใช้พิจารณาคดีในลักษณะดังกล่าว

 

นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมยังอยู่ระหว่างจัดทำร่างกฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องคดีปิดปาก หรือ SLAPPs ซึ่งหมายถึงการใช้คดีความเป็นเครื่องมือข่มขู่หรือปิดกั้นไม่ให้ประชาชนออกมาแสดงความคิดเห็น ตรวจสอบการใช้อำนาจ หรือมีส่วนร่วมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ การที่นายกรัฐมนตรีฟ้องยิ่งชีพในข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา จึงถูกมองว่าสวนทางกับความพยายามในการปฏิรูปกฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องคดีปิดปากดังกล่าว
ข้อที่ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองทำหนดให้การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกต้องมีกฏหมายรองรับงมีวัตถุประสงค์ที่ชอบธรรม จำเป็นและได้สัดส่วน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติย้ำว่า บุคคลสาธารณะ รวมถึงผู้นำรัฐบาล ย่อมถูกวิจารณ์ได้ และควรยอมรับประโยชน์สาธารณะของประเด็นที่วิจารณ์เป็นข้อต่อสู้ในคดีหมิ่นประมาท พร้อมเรียกร้องให้รัฐพิจารณายกเลิกความผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาท โดยการจำคุกไม่ใช่บทลงโทษที่เหมาะสมไม่ว่าในกรณีใด


ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และเตรียมเข้ารับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายใต้กลไก Universal Periodic Review รอบที่ 4 ในเดือนพ.ย.นี้ ซึ่งเป็นกระบวนการของสหประชาชาติที่เปิดให้ประเทศสมาชิกตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของแต่ละประเทศ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและยกระดับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD กำหนดให้ประเทศไทยต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเคารพหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชนผ่านการปฏิบัติจริง ทั้ง 2 กระบวนการจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะแสดงให้เห็นว่า ประชาชนสามารถใช้สิทธิแสดงความคิดเห็น ตั้งคำถาม และตรวจสอบการใช้อำนาจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะได้อย่างปลอดภัยและได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้ทางการไทยยกเลิกกฎหมายที่กำหนดให้การหมิ่นประมาทเป็นความผิดทางอาญา และมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้มีการนำคดีอาญาหรือคดีแพ่งมาใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งหรือปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ไม่ว่าผู้ฟ้องคดีจะเป็นบุคคลทั่วไป เอกชน หรือหน่วยงานรัฐ พร้อมย้ำว่ากระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระมีความสำคัญต่อการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน