เมื่อ : 11 ต.ค. 2569

ระบุให้รัฐบาลมีมาตรการทางภาษีในการสนับสนุน องค์กรจิตอาสา มูลนิธิกู้ภัยหรือบรรเทาสาธารณภัย เกณฑ์เยียวยาน้ำล้อม น้ำท่วม 5000-9000 ต้องให้ชัดเจน เงินช่วยเหลือยังล่าช้า วิเคราะห์โครงการคลองระบายน้ำ ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย 1.65 แสนล้านบาท  เตือนระวัง “เกาไม่ถูกที่คัน”

 

 


วันที่ 11 ต.ค. รศ.ดร อนุสรณ์ ธรรมใจ รองประธานกรรมาธิการ การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพฯ พรรคประชาชน  เปิดเผยว่า  มาตรการเยียวยาผลกระทบจากน้ำท่วมต้องพิจารณามุ่งไปที่ “ตัวบุคคล” หรือ “ประชาชน” ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เสียหายเท่านั้น มาตรการเยียวยาต้องขยายขอบเขตไปมากกว่า “ประชาชน” ในพื้นที่อุทกภัย เพราะประชาชนที่ไม่อยู่ในพื้นที่อุทกภัยก็ได้รับผลกระทบลูกโซ่ต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐกิจและการสูญเสียรายได้ หลายครอบครัวต้องพึ่งพาเสาหลักของครอบครัวที่มาทำงานในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งภาคตะวันออก ผู้ที่ต้องพึ่งพารายได้จากหัวหน้าครอบครัวอาจอาศัยอยู่ในจังหวัดภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือจังหวัดที่น้ำไม่ท่วม

 

ดังนั้น เสนอให้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อส่งผลกดอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน อัตราดอกเบี้ยในตลาดกู้ยืมผ่านสถาบันการเงินปรับตัวลดลงทั้งระบบ สำหรับลูกค้าผ่อนบ้านผ่อนรถเสนอให้สถาบันการเงินทั้งระบบผ่อนผันการชำระดอกเบี้ยและชำระหนี้รายเดือนเป็นเวลาอย่างน้อยสามเดือน

  

ขอให้ ธนาคารของรัฐเข้ามาช่วยเหลือประชาชนด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ พักหนี้ พักจ่ายดอกเบี้ย หรือ ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ เพื่อไม่ให้ประชาชนที่แบกรับภาระหนี้ไม่ไหวรวมทั้งที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ต้องเข้าสู่การเป็นหนี้นอกระบบ เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อลูกจ้างและแรงงานรายวัน และ ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ติดค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขังหลายวัน ซ้ำเติมความยากลำบากทางเศรษฐกิจ กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยต้องหยุดประกอบอาชีพต่อเนื่องหลายวัน ทำให้ไม่มีรายได้ คนเหล่านี้ไม่มีเงินออมและจำนวนมากเป็นแหล่งรายได้หลักในการดูแลสมาชิกในครอบครัว   จำนวนมากทรัพย์สินและอุปกรณ์ทำมาหากินก็ได้รับความเสียหาย การจะกลับมาค้าขายเปิดร้านใหม่ ก็ต้องใช้เงินทั้งสิ้น 

 

ส่วนแรงงานลูกจ้างรายวันก็ไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ หรือ มาทำงานด้วยความยากลำบากอย่างมาก จึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาตั้งเป้าปล่อยวงเงินสินเชื่อวงเงินตั้งแต่ 10000 - 100000 บาท ระยะเวลา 3 ปี ให้ประชาชนที่อยู่ในเขตและโซนที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมหรือนอกเขตแต่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ปี 2 ปีหลังคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อให้มีเงินทุนสำหรับเริ่มต้นประกอบอาชีพและบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ การมีมาตรการสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินจะทำให้ประชาชนรายได้น้อยยากจนไม่หลุดเข้าไปอยู่ในวงจรอุบาทว์ของหนี้นอกระบบ

 

นอกจากนี้ขอเสนอให้รัฐบาลมีมาตรการทางภาษีในการสนับสนุน องค์กรจิตอาสา มูลนิธิกู้ภัยหรือบรรเทาสาธารณภัย และ ประชาชนจิตอาสาที่ได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ใช้มาตรการทางการคลังส่งเสริมให้เกิดการสร้างเครือข่ายองค์กรจิตอาสา มูลนิธิกู้ภัยหรือบรรเทาสาธารณภัย และ ประชาชนจิตอาสา เพื่อรับมือกับภัยพิบัติ อุทกภัยน้ำท่วม ที่จะเกิดถี่ขึ้น หนักขึ้นจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศอันเป็นผลจากภาวะโลกร้อน

 

รศ.ดร อนุสรณ์ กล่าวว่า เกณฑ์เยียวยาน้ำล้อม น้ำท่วม 5000-9000 บาทต่อครัวเรือน ต้องให้ชัดเจน เงินช่วยเหลือยังล่าช้าอยู่ ต้องมีระบบคัดกรองไม่ให้ยื่นซ้ำซ้อน ยังมีข้อกังวลอยู่ว่า น้ำล้อมบ้านนั้น ต้องล้อมแบบไหนอย่างไร จึงได้เงินเยียวยา น้ำล้อมบ้านหรือท่วมบ้าน ถึงหรือไม่ถึง 7 วันมีเกณฑ์ในการตัดสินใจพิจารณาช่วยเหลือในรายละเอียดอย่างไร ขอเสนอรัฐบาลว่า สำหรับ ครอบครัวที่ได้รับความเสียหายหนักมาก ไม่สามารถประกอบอาชีพได้เลย หรือ สมาชิกในครอบครัวที่เสาหลักทางด้านรายได้ต้องเสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ต้องพิจารณาช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเป็นกรณีพิเศษ    

 


ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ให้ความเห็นต่อกรณี รัฐบาลเห็นชอบโครงการคลองระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย งบประมาณ 1.65 แสนล้านบาท (ปรับปรุงคลองเดิมและขุดคลองใหม่รวม 270 กม. เพื่อบายพาสน้ำเหนือและแม่น้ำป่าสัก 600 ลบ.ม./วินาที ลงสู่อ่าวไทย มีแผนเสนอ EIA ปี 2569 และตั้งเป้าเริ่มสร้างปี 2570) ผมและทีมงานได้ประเมินประสิทธิภาพและแสดงข้อห่วงใยใน 3 ประเด็น  ประโยชน์ระดับมหภาคโครงการนี้จะช่วยลดภาระแม่น้ำเจ้าพระยาและป้องกันความเสี่ยงกรณีเกิด ”มหาอุทกภัยจากน้ำเหนือ” ซ้ำรอยปี 2554 ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และ กทม.แต่ไม่ตอบโจทย์ปัญหาน้ำท่วมเมือง

   


ปัญหาน้ำท่วม กทม. และปริมณฑลในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากน้ำเหนือล้นตลิ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก สภาพเมืองที่เป็นแอ่งกระทะ เมืองที่ขาดพื้นที่รับน้ำและแก้มลิง มีการปรับเปลี่ยนผังเมืองไม่เป็นไปตามหลักวิชา  ฝนตกหนักฉับพลัน (Rain Bomb)  และระบบระบายน้ำเส้นเลือดฝอยไม่ได้รับการบำรุงรักษา มีสิ่งกีดขวาง ขยะอุดตัน ต่อให้คลอง Floodway สร้างเสร็จ น้ำฝนก็ยังขังอยู่บนถนน (เช่น สุขุมวิท รังสิต รามอินทรา) ไม่สามารถไหลผ่านท่อที่อุดตันไปลงคลองยักษ์ได้ เพราะคลอง Floodwayไม่ได้ทำหน้าที่สูบน้ำจากพื้นถนนในเมือง

 

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เตือนว่า กทม. เสี่ยงน้ำท่วมสูงเป็นอันดับ 4 ของโลกในปี 2573 จากปัญหาโลกเดือด น้ำทะเลหนุนสูง และแผ่นดินทรุด หากโครงการขุดคลองลงทะเลไม่มีการออกแบบ แนวคันกั้นน้ำทะเล (Sea Wall) หรือโครงสร้างป้องกันชายฝั่งที่ปากอ่าวให้รัดกุม ในช่วงน้ำทะเลหนุน มวลน้ำจากคลองจะระบายออกไม่ได้ และอาจสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่งอย่างรุนแรง ”การนำวิกฤตความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชนที่เกิดจาก Rain Bomb มาเป็นข้ออ้างเร่งรัดผลักดันโปรเจกต์แก้เรื่องน้ำเหนือ ถือเป็นการ ’เกาไม่ถูกที่คัน’ แม้ไทยจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานระดับมหภาค แต่วิกฤตน้ำท่วมเมืองในปัจจุบันต้องการการแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างเร่งด่วน” รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าว

 

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่ตรงจุดและยั่งยืน 3 ประการ ประกอบด้วย

1. ผ่าตัดระบบระบายน้ำเส้นเลือดฝอย: ยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพระบบท่อระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ และจุดคอขวดน้ำไม่ระบายทั่วเมืองอย่างจริงจัง

2. เพิ่มพื้นที่สีเขียวและแก้มลิงเมือง: เพื่อช่วยชะลอและกักเก็บน้ำตามหลักการพัฒนาเมืองยั่งยืน (Sustainable Urban Development)

3. เร่งสร้างแนวคันกั้นน้ำทะเล (Sea Wall): ออกแบบโครงสร้างป้องกันน้ำทะเลหนุนและบริหารจัดการแนวชายฝั่งอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรับมือกับวิกฤตโลกร้อนในระยะยาว

 

“ความท้าทายที่แท้จริงของการบริหารจัดการน้ำในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การทุ่มงบประมาณสร้างโครงการขนาดใหญ่ระดับแสนล้านเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว ต้องไม่ใช้ความเดือดร้อนเฉพาะหน้าจาก Rain Bomb มาเบี่ยงเบนโจทย์หลัก แต่ต้องเร่งผ่าตัดระบบระบายน้ำเส้นเลือดฝอยในเขตเมือง เพิ่มแก้มลิง และสร้าง Sea Wall ป้องกันน้ำทะเลหนุน เพื่อให้การใช้เงินภาษีของประชาชนเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด และคุ้มครองชีวิตทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างยั่งยืน” รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าว