เมื่อ : 27 ก.ย. 2569

เมื่อวันที่ 26 ก.ย. นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะทำงาน ได้เดินทางลงพื้นที่ เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ เพื่อติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างใกล้ชิด โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้มี นายประเทศ ซอรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ตลอดจนคณะผู้บริหารกรมประมง หน่วยงานในสังกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เข้าร่วมบูรณาการการทำงานอย่างพร้อมเพรียง จากผลการสำรวจแหล่งน้ำธรรมชาติล่าสุด พบปลาหมอคางดำสะสมจำนวน 132 ตัว กระจายอยู่ในพื้นที่ 3 อำเภอ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบต่อฟาร์มกุ้งก้ามกรามและการเลี้ยงปลานิลในกระชัง ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกันสูงกว่า 1900 ล้านบาท 

นายวัชระพล ได้สั่งการอย่างเด็ดขาดให้เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งการกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ และการสกัดกั้นไม่ให้แพร่กระจายลงสู่ลุ่มน้ำสาขาอื่นๆ โดยกำชับให้เร่งประชาสัมพันธ์ในพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจและส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน รวมไปถึงการนำนวัตกรรม eDNA มาใช้ตรวจร่องรอยปลาหมอคางดำในน้ำอย่างแม่นยำ ควบคู่ไปกับการผนึกกำลังชุมชนขับเคลื่อนแนวปฏิบัติ “เจอ แจ้ง จับ” เพื่อเป็นกลไกสร้างความมั่นใจและคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่แหล่งน้ำอย่างยั่งยืน


 นายวัชระพล เปิดเผยว่า เป้าหมายสำคัญของการเดินทางมาในครั้งนี้ คือการติดตามผลการดำเนินการควบคุมและสกัดกั้นของกรมประมง ที่เขื่อนลำปาว โดยคณะทำงานได้เดินทางลงเรือเพื่อสำรวจพื้นที่จริงใน 2 จุดยุทธศาสตร์สำคัญ เริ่มจาก จุดที่ 1 บริเวณบ้านนาอวน ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี ซึ่งเป็นจุดแรกที่ได้รับรายงานการตรวจพบปลาหมอคางดำในพื้นที่ โดยคณะได้เข้าตรวจเยี่ยมกระชังเลี้ยงปลานิล 

 

พร้อมจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างการรับรู้แก่เกษตรกรและชาวประมง มุ่งเน้นการให้ความรู้วิธีจำแนกความแตกต่างระหว่าง ”ปลานิล” และ ”ปลาหมอคางดำ” ผ่านการใช้ตัวอย่างปลาจริงที่ไม่มีชีวิต ประกอบกับการใช้ระบบ QR Code เพื่อขับเคลื่อนแนวปฏิบัติ “เจอ แจ้ง จับ” ในระดับชุมชนอย่างเข้มข้น ต่อเนื่องมาจุดที่ 2 บริเวณบ้านคำเขื่อนแก้ว ต.สำราญใต้ อ.สามชัย ซึ่งเป็นพื้นที่สำรวจพบปลาหมอคางดำชุกชุมที่สุด คณะทำงานได้ร่วมชมการใช้เครื่องมือประมงพื้นบ้าน อาทิ การดักตุ้ม หว่านแห และลากข่าย ในการจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ พร้อมกันนี้ยังได้รับฟังรายงานภาพรวมสถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วประเทศ รวมถึงมาตรการรับมือเชิงรุกเฉพาะในพื้นที่เขื่อนลำปาว 

 

นอกจากนี้ คณะยังได้ติดตามความก้าวหน้าทางด้านการวิจัย ซึ่งเป็นความร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการประยุกต์ใช้นวัตกรรมตรวจหาดีเอ็นเอ ในสิ่งแวดล้อม (eDNA) จากตัวอย่างน้ำ เพื่อติดตามร่องรอยการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
         
 

สิ่งสำคัญที่สุดในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้มีข้อสั่งการไปยังกรมประมง โดยมอบหมายให้ กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และกองตรวจการประมง บูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานประมงจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อเร่งดำเนินการใน 4 เรื่องเร่งด่วน ประกอบด้วย


         1. เร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์วิธีการจำแนกชนิดพันธุ์ปลาอย่างถูกต้องและทั่วถึง โดยให้กองวิจัยเเละพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และกองตรวจการประมง จัดทำและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ที่ให้ความรู้เชิงลึกแก่เจ้าหน้าที่ ประชาชน ชาวประมง และเกษตรกร ทั้งในระดับจังหวัดและท้องถิ่น เพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง ”ปลาหมอคางดำ” กับปลาเศรษฐกิจและปลาพื้นเมืองชนิดอื่น ๆ เช่น ปลานิล และปลาหมอไทย โดยเน้นย้ำจุดสังเกตสำคัญ ได้แก่ จุดสีดำใต้คาง ลายบนครีบหลัง ครีบหาง และลักษณะลำตัว เพื่อป้องกันความสับสนและช่วยให้การจำแนกสัตว์น้ำในพื้นที่เป็นไปอย่างถูกต้อง


​          2. ดำเนินการสร้างการรับรู้ช่องทาง ”เจอ แจ้ง จับ” เน้นย้ำให้มีการประชาสัมพันธ์ช่องทางเจอ แจ้ง จับ ให้ทุกภาคส่วน ตลอดจนภาคประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นช่องทางแจ้งได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่ที่พบปลาหมอคางดำ หรือระบบ QR Code เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบสัตว์น้ำต้องสงสัยสามารถ ”แจ้ง” ได้ทันที นำไปสู่การประสานหน่วยงานลงพื้นที่เข้า ”จับ” ออกจากแหล่งน้ำได้อย่างรวดเร็ว


​         3. การสนับสนุนให้ใช้เครื่องมือประมงที่เหมาะสมกับพื้นที่ ในกรณีที่จังหวัดหรือพื้นที่ใดมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือประมงที่เข้าข่ายมีข้อห้ามตามกฎหมายประมงในภาวะปกติ เพื่อนำมาใช้กำจัดปลาหมอคางดำ สามารถทำหนังสือประสานความประสงค์ส่งถึงกรมประมงได้โดยตรง เพื่อให้กรมประมงเร่งพิจารณาอนุมัติหรือผ่อนผันการใช้เครื่องมือดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาในพื้นที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด


​          4. การปฏิบัติตามมาตรการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างเคร่งครัด ครอบคลุมตั้งแต่การเร่งจับออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติ การสนับสนุนปล่อยปลาผู้ล่าตามความเหมาะสม การนำปลาหมอคางดำที่จับได้ไปใช้ประโยชน์ เช่น ทำน้ำหมักชีวภาพหรืออาหารสัตว์ ตลอดจนการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยี eDNA ควบคู่ไปกับการผนึกกำลังประชาชนผ่านแนวคิด“เจอ แจ้ง จับ” เพื่อสร้างความมั่นใจและคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรสัตว์น้ำในเขื่อนลำปาวอย่างยั่งยืน

 

ทางด้านนายประเทศ ซอรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง ได้รายงานข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่เขื่อนลำปาวเพิ่มเติมว่า จากการดำเนินการตามมาตรการกำจัดปลาหมอคางดำ การสำรวจ และเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. ถึง 24 ก.ย.ที่ผ่านมา ตรวจพบปลาหมอคางดำสะสมรวมทั้งสิ้น 132 ตัว ซึ่งกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ 1. อ.สามชัย พบ 117 ตัว (ส่วนใหญ่พบที่บ้านคำเขื่อนแก้ว) 2. อ.หนองกุงศรี พบ 13 ตัว (บริเวณบ้านนาอวน และบ้านโคกครึม) และ 3. อ.สหัสขันธ์ พบ 2 ตัว (บริเวณบ้านท่าเรือภูสิงห์)
​        

จากสถิติพบว่าเครื่องมือประมงที่สามารถใช้จับปลาหมอคางดำได้มากที่สุดในพื้นที่คือ ”ตุ้ม” ซึ่งจับได้ถึง 108 ตัว รองลงมาคือ ”ลอบ” จำนวน 12 ตัว และ ”แห” จำนวน 10 ตัว และอื่น ๆ อีก 2 ตัว โดยขณะนี้ กรมประมงได้เร่งบูรณาการร่วมกับจังหวัดกาฬสินธุ์ เครือข่ายชาวประมง เกษตรกร และผู้นำชุมชน เพื่อร่วมกันกำจัดปลาหมอคางดำออกให้หมด นำไปสู่การปกป้องระบบนิเวศและแหล่งเศรษฐกิจการประมงที่สำคัญของจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ซึ่งมีเกษตรกรผู้เลี้ยงกว่า 1220 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 8540 ไร่ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 789.95 ล้านบาทต่อปี รวมถึงการเลี้ยงปลานิลในกระชัง ที่มีผลผลิตสูงถึง 19578 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 1135.52 ล้านบาทต่อปี
​ 


“กรมประมงขอยืนยันว่า จากการตรวจสอบและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด สถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาวยังคงอยู่ในระยะที่ไม่รุกราน แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงต้องดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวังและกำจัดออกจากแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงปลาในกระชัง ผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม และระบบนิเวศในพื้นที่ โดยที่ผ่านมากรมประมงได้ลงพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจกับผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ถึงแนวทางการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งเร่งดำเนินการสกัดกั้นอย่างเต็มกำลัง เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาหมอคางดำแพร่กระจายเข้าสู่ลุ่มน้ำปาว แม่น้ำชี และแม่น้ำมูลต่อไป” รองอธิบดีกรมประมง กล่าว

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ