เมื่อ : 13 ก.พ. 2569


วันที่ 13 ก.พ. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2569 พร้อมปล่อยขบวนเรือตรวจการออกปฏิบัติการในพื้นที่เพื่อปกป้องและคุ้มครองทรัพยากรประมงฝั่งทะเลอ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งวางไข่และอาศัยเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด โดยมี นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พี่น้องชาวประมง และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง  ที่บริเวณท่าเทียบเรือประมงชุมพร ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพร

          

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ภายในงานวันนี้ นอกจากจะมีการประกาศใช้มาตรการฯ อย่างเป็นทางการแล้ว ยังมีการประกอบพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการประกาศใช้มาตรการ และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยท่านประธานได้ให้เกียรติปล่อยขบวนเรือตรวจการประมง จำนวน 15 ลำ ออกปฏิบัติการตรวจติดตามและเฝ้าระวังการทำประมงในพื้นที่ และร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อฟื้นฟูทะเลอ่าวไทย ทั้งหมด 502300 ตัว 


ประกอบด้วย กุ้งกุลาดำ จำนวน 500000 ตัว และปลากระบอกดำ 2300 ตัว มอบแผ่นป้ายเงินอุดหนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง ประจำปี 2569 ให้แก่ประธานองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นในพื้นที่จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี และประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 13 ชุมชน ตลอดจนเยี่ยมชมนิทรรศการภายในงานที่นำเสนอข้อมูลความรู้ทางด้านประมงที่เกี่ยวข้องกับมาตรการ อาทิ ข้อมูลประเมินผลทางวิชาการของมาตรการปิดอ่าวไทย ประจำปี 2568 การจัดแสดงระยะไข่ของปลาทูซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ การควบคุมตรวจสอบการทำการประมงของเรือประมงพาณิชย์โดยศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก 


การติดตามและเฝ้าระวังการทำประมงผ่านระบบติดตามเรือประมง (VMS) และแอปพลิเคชัน Fisheries Next นิทรรศการจากองค์การสะพานปลา และศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชจังหวัดชุมพร รวมถึงการจัดนิทรรศการ “ทะเลหยุดพัก สตรีรักษ์คุณค่า แปรรูปสร้างราคา คืนความสมดุลอ่าวไทย” ที่นำเสนอแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประมงเพื่อสร้างรายได้ให้กับกลุ่มแม่บ้านชุมพรในช่วงปิดอ่าว และบูทแสดงสินค้าประมงแปรรูปที่ได้ตราสัญลักษณ์ประมงธงเขียว ซึ่งการันตีถึงความสด สะอาด ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และใส่ใจสิ่งแวดล้อม มาจำหน่ายภายในงานอีกด้วย
 

สำหรับมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ประจำปี 2569 ยังคงบังคับใช้ในพื้นที่อ่าวไทยตอนกลาง 3 เขตมาตรการ และ 2 ช่วงเวลา คือ เขตมาตรการที่ 1 พื้นที่อ่าวไทยตอนกลาง เขตจ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถึงอ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี ครอบคลุมพื้นที่ในทะเล 27000 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. - 15 พ.ค. ของทุกปี เขต


มาตรการที่ 2 พื้นที่บางส่วนของจ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ตามแนวชายฝั่งระยะห่าง 7 ไมล์ทะเลโดยประมาณ ซึ่งเป็นแหล่งที่สัตว์น้ำวัยอ่อนอพยพไปยังพื้นที่เลี้ยงตัวอ่อนในอ่าวไทยตอนใน ครอบคลุมพื้นที่ในทะเล 5300 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค. ถึง 14 มิ.ย. ของทุกปี และ เขตมาตรการที่ 3 พื้นที่ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถึงอ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ครอบคลุมพื้นที่ในทะเล 2900 ตารางกิโลเมตร ห้วงเวลาเดียวกับเขตมาตรการที่ 2 ตามแผนที่แนบท้ายของประกาศปิดอ่าวไทยตอนกลาง โดยในพื้นที่และห้วงเวลาดังกล่าว กำหนดห้ามมิให้ทำการประมง เว้นแต่เป็นการใช้เครื่องมือประมงบางชนิดตามที่ระบุไว้ในประกาศเท่านั้น ซึ่งมาตรการปิดอ่าวเป็นมาตรการที่สำคัญ และตั้งอยู่บนพื้นฐานหลักวิชาการ โดยกรมประมงได้มีการติดตามและประเมินผลทางวิชาการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำและวิถีการทำประมงที่เปลี่ยนแปลงไป 


ในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการออกประกาศกรมประมงฉบับใหม่เพิ่มเติมจำนวน 4 ฉบับ เนื่องจากมีการปรับปรุงข้อกำหนดในเครื่องมือประมงบางชนิด เพื่อลดประสิทธิภาพการจับพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ เปิดโอกาสให้สัตว์น้ำขยายพันธุ์และเพิ่มปริมาณขึ้นมาทดแทนในธรรมชาติได้อย่างสมดุล ส่งผลให้อัตราการจับสัตว์น้ำ (CPUE) ภายหลังสิ้นสุดมาตรการเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนมาตรการอย่างมีนัยสำคัญ ดังจะเห็นได้จากผลการศึกษา 3 เขตมาตรการ 


พบว่าช่วงเวลาก่อนและระหว่างมาตรการเขตที่ 1 ปลาทูมีขนาดใหญ่กว่าขนาดแรกสืบพันธุ์ (17 เซนติเมตร) เมื่อสิ้นสุดมาตรการพบปลาทูมีขนาดเล็กเกิดขึ้น ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 10 เซนติเมตรขึ้นไป สอดคล้องกับขนาดลูกปลาทูในเขตมาตรการที่ 2 และ 3 ที่พบว่ามีขนาดความยาวเพิ่มขึ้นหลังสิ้นสุดมาตรการ แสดงให้เห็นว่ามีปลาทูขนาดเล็กเข้ามาทดแทนประชากรปลาทูหลังสิ้นสุดมาตรการทั้ง 3 เขต รวมถึงสถิติการจับสัตว์น้ำเขตอ่าวไทยตอนกลาง เพิ่มขึ้นจาก 198 กิโลกรัมต่อวันในปี 2567 เป็น 276 กิโลกรัมต่อวัน ในปี 2568 แสดงให้เห็นว่ามาตรการปิดอ่าวไทยมีความเหมาะสมและสอดคล้องกันกับวงจรชีวิตสัตว์น้ำ สามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลดีต่อความมั่นคงด้านรายได้ของชาวประมงในระยะยาว

“กรมประมงขอขอบคุณพี่น้องชาวประมงทุกท่านที่ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดตลอดมา และขอประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องชาวประมงในพื้นที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดความสมดุลกับกำลังการผลิตของธรรมชาติ ทำการประมงอย่างรับผิดชอบและปฏิบัติตามแนวทางของมาตรการ คือ “งดจับปลาฤดูมีไข่ อนุรักษ์ไว้ใช้อย่างยั่งยืน” โดยกรมประมงพร้อมที่จะบูรณาการทำงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตามแนวคิด Fisheries Connect for Sustainability ขับเคลื่อนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ คืนความอุดมสมบูรณ์ระบบนิเวศท้องทะเลไทยให้เกิดความยั่งยืน สร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวประมงให้มีความเข้มแข็งและสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพประมงต่อไป” อธิบดีกรมประมง กล่าว

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ