เมื่อ : 17 ส.ค. 2569


เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 เพื่อหารือแนวทางการบูรณาการและยกระดับการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภูมิสารสนเทศของประเทศ โดยมีเป้าหมายในการรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการประมวลผลข้อมูลขั้นสูง เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและวางรากฐานสู่เศรษฐกิจอัจฉริยะ

 

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานการประชุม เปิดเผยว่า การประชุมในวันนี้เป็นการสร้างรากฐานใหม่ที่จะเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่และยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทย โดยโจทย์สำคัญคือการนำข้อมูลสารสนเทศที่ประเทศมีอยู่มหาศาล ซึ่งมักถูกเก็บไว้เฉย ๆ มาเปลี่ยนผ่านไปสู่ความฉลาดในการวิเคราะห์ (Intelligence) เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาได้จริง 

 

เป้าหมายใหญ่ของรัฐบาลคือการยกระดับจากการใช้ “แผนที่ดูประเทศไทย” ไปสู่การใช้ “Digital Twin” เพื่อดูอนาคตของประเทศ โดยแผนที่ในยุคหน้าจะเป็นคลังข้อมูลขนาดมหาศาลที่ดึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทั้งจากดาวเทียม เซนเซอร์ และอุปกรณ์ IoT มาประมวลผลเชิงลึก เพื่อให้ภาครัฐตัดสินใจแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างแม่นยำและตรงจุดที่สุด

สำหรับทิศทางในการขับเคลื่อนต่อจากนี้ จะมุ่งเน้นใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การสร้างรากฐานข้อมูลสารสนเทศครบวงจรร่วมกับระบบ One Map เพื่อรองรับการทำงานของ GeoAI ต่อมาคือการอัปเกรดจากข้อมูลเปิด (Open Geo-Informatics Data) ไปสู่ GeoAI โดยนำ Generative AI เข้ามาช่วยทำความเข้าใจข้อมูลจำนวนมาก และส่วนสุดท้ายคือการมุ่งสู่ Digital Twin Thailand หรือการสร้างฝาแฝดดิจิทัลของประเทศไทยขึ้นมาในโลกคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะรวมข้อมูลพื้นฐาน ผังภูมิสารสนเทศ และโครงสร้างพื้นฐานเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถทดลองและจำลองสถานการณ์ได้ก่อนที่จะเกิดผลกระทบขึ้นจริง

 

ศ.ดร.ยศชนัน ระบุเพิ่มเติมว่า แผนที่อัจฉริยะนี้จะถูกนำมาใช้แก้ปัญหาที่กระทบต่อชีวิตของประชาชนโดยตรงใน 6 มิติ ได้แก่ การจัดการน้ำ เพื่อรับมือน้ำท่วมน้ำแล้งและลดความสูญเสีย การดูแลสภาพภูมิอากาศ เพื่อรับมือความแปรปรวนและดูแลทรัพยากรอย่างยั่งยืน การจัดการที่ดิน เพื่อแก้ข้อพิพาทและวิเคราะห์ดินให้เกษตรกร การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพื่อวางผังเมืองและระบบจราจรให้ประชาชนเดินทางสะดวก การขับเคลื่อนอุตสาหกรรม เพื่อวางแผนแม่บทดึงดูดการลงทุน และ การจัดการภัยพิบัติ ที่จะช่วยให้มีระบบแจ้งเตือนภัยและรับมือเหตุวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว

 

พร้อมกันนี้ ได้ยกตัวอย่างการใช้ระบบ Digital Twin ของประเทศญี่ปุ่น ที่นำข้อมูลประชากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศมาจำลองสถานการณ์ ทำให้ภาครัฐสามารถกำหนดนโยบายประมงได้อย่างแม่นยำ และชาวประมงรู้ว่าควรจับปลาในช่วงเวลาใดหรือใช้อุปกรณ์ขนาดเท่าใดให้พอดีกับสภาพจริง 

 

ส่งผลให้ชาวประมงมีรายได้ยั่งยืนและระบบนิเวศไม่ถูกทำลาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าข้อมูลที่แม่นยำจะเปลี่ยนบทบาทของรัฐจากการออกกฎหมายบังคับแบบเหวี่ยงแห ไปสู่การบริหารจัดการที่สมดุล โดยทั้งหมดนี้คือแนวทางที่ปักหมุดร่วมกันผ่านแผนปฏิบัติการฯ ปี 2571–2575 เพื่อให้ทุกการตัดสินใจของประเทศไทยต่อจากนี้ ไม่ได้มาจากการคาดเดา แต่มาจากข้อมูลจริงที่ทำให้มองเห็นภาพอนาคตล่วงหน้า

 

ทางด้าน ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การยกระดับภูมิสารสนเทศในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยี แต่เป็นการวางรากฐานใหม่ในการใช้ข้อมูลเพื่อบริหารประเทศ โดยรัฐบาลมุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อลดความซ้ำซ้อน และนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ คาดการณ์ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของแต่ละพื้นที่

 

“เป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนจากการใช้แผนที่เพื่อมองสภาพปัจจุบันของประเทศไทย ไปสู่การใช้ข้อมูลเพื่อมองเห็นและทดลองอนาคต เพื่อให้การตัดสินใจของภาครัฐมีข้อมูลจริงรองรับ สามารถวางแผนรับมือวิกฤติต่าง ๆ ได้แม่นยำขึ้น ลดความเสียหาย และนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
 

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ