เมื่อ : 07 ส.ค. 2569

วันที่ 7 ส.ค. ที่อาคารรัฐสภา รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ  ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ อดีตประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ เปิดเผยว่า เช้าวันเดียวกันนี้ตนตั้งใจยื่นข้อเสนอต่อ พล.อ.อาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำเผด็จการของเมียนมา เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยและสันติภาพในเมียนมา และ แก้ไขปัญหาผลกระทบแก้ปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดน เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงเพื่อยื่นหนังสือได้ จึงใช้วิธีตะโกนคำขวัญ “เพื่อสันติภาพ เพื่อประชาธิปไตย เพื่อมนุษยธรรม มนุษยชาติ เพื่อประชาชนชาวเมียนมา และ ประชาชนชาวไทย” ต่อหน้า มิน อ่อง หล่าย ตนถูกกันออกมาจากพิธีการต้อนรับของวุฒิสภา และ รู้สึกเศร้าใจกับรัฐบาลและวุฒิสภาที่ให้การต้อนรับ เผด็จการมือเปื้อนเลือด และ สร้างปัญหามากมายให้ประชาชนชาวไทย ด้วยพรมแดง หากท่านมีความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ ทั้งย่อมไม่สามารถวางเฉยต่อสภาวะดังกล่าว และจำเป็นต้องแสดงจุดยืนให้เห็นว่า ประเทศไทยยืนอยู่ข้างสันติภาพ มนุษยธรรม ความเป็นธรรมและประชาธิปไตย


ภาพการต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” หัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 6 ส.ค.และที่รัฐสภาวันนี้อย่างสมเกียรติ นับเป็นจุดตกต่ำมากของยุทธศาสตร์การฑูตของไทยบนเวทีโลก การเปิดประเทศต้อนรับ ผู้นำที่คนทั่วโลกประณามและออกหมายจับจากศาลอาญาระหว่างประเทศ การเดินหน้าสานสัมพันธ์กับรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าอย่างแนบแน่นทั้งที่ประชาชนชาวไทยและอาเซียนผู้รักสันติภาพและประชาธิปไตยไม่ได้เห็นดีเห็นงามด้วยเป็นการตัดสินใจที่ผิดผลาดอย่างมาก

 

นอกจากนี้  มิน อ่อง หล่าย  ยังประกาศต่อรัฐสภาว่าไม่ยอมรับ “ฉันทมติ 5 ข้อ” พร้อมกล่าวหาว่าชาติสมาชิกอาเซียนเลือกปฏิบัติ ขณะที่ปฏิเสธกติกาที่เพื่อนบ้านร่วมกันวางไว้ รัฐบาล มิน อ่อง หล่าย กลับต้องการใช้เวทีของภูมิภาคอาเซียนเพื่อสร้างความชอบธรรม สรุป คือ ขอรับสิทธิ แต่ไม่ขอรับกติกา


รัฐบาลเผด็จการมิน อ่อง หล่าย บอกว่ากำลังเปิดประตูสู่สันติภาพกับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์แล้ว 13 กลุ่ม แต่นับจาก 20 เม.ย. 69 ซึ่งเป็นวันประกาศ “แผน 100 วัน เพื่อเจรจาสันติภาพ” มีการเชิญเจรจา แต่มีการโจมตีทางอากาศ 762 ครั้ง เสียชีวิต 303 คน บาดเจ็บ 668 คน หรือเฉลี่ยวันละกว่า 7 ครั้ง (DVB) สันติภาพที่ยื่นมาพร้อมกับการทำลายล้างอาวุธสงคราม มันย่อมไม่ใช่สันติภาพแน่นอน แต่เป็นการกดดันให้ยอมจำนน การบังคับเกณฑ์ทหารเพื่อไปตายแทน “ชนชั้นนำเผด็จการ” ผลักคนหนุ่มสาวชาวเมียนมาให้หนีตายมาที่ชายแดนไทย และ ลี้ภัยออกนอกประเทศจำนวนมาก

 

ประเทศไทย ชาวไทย ผู้คนจากหลายประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบจากขบวนการสแกมเมอร์ โดยที่เมืองสแกมเมอร์ขนาดมหึมาตั้งอยู่บนแผ่นดินเมียนมา มีตึก มีไฟฟ้า มีเครือข่ายสัญญาณ และดำเนินการโดยกลุ่มอิทธิพลติดอาวุธที่รัฐบาลทหารหลับตาข้างหนึ่งมาตลอด รัฐบาลเมียนมาต้องมีความจริงใจในการแก้ปัญหาดังกล่าว


รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ข้อเสนอในหนังสือเปิดผนึกยื่นต่อ “มิน อ่อง หล่าย” นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวเมียนมาและไทยร่วมกัน


สำหรับหนังสือมีข้อความดังนี้ 
จดหมายเปิดผนึก ถึง ฯพณฯ ท่าน มิน อ่อง หล่าย

เรื่อง ขอเสนอให้เกิดสันติธรรมประชาธิปไตยยึดถือแนวทางตามสนธิสัญญาปางหลวง  และแก้ไขผลกระทบจากปัญหาข้ามพรมแดนจากเมียนมาต่อคนไทยและประเทศไทย

 

ตามที่ ฯพณฯ ท่านมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทย ผมในฐานะผู้แทนประชาชนชาวไทยผู้รักสันติธรรมประชาธิปไตย ขอเสนอให้เกิดกระบวนการเจรจาปรึกษาหารือเพื่อให้เกิดสันติธรรมประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและยั่งยืนในสหภาพเมียนมาโดยยึดถือแนวทางตามสนธิสัญญาปางโหลง ความตกลงปางหลวง (Panglong Agreement) คือ ข้อตกลงทางการเมืองที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 12 ก.พ. พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) ระหว่าง นายพลอองซาน ผู้นำกอบกู้เอกราชของพม่า กับ ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ ไทใหญ่ (ฉาน) คะฉิ่น และชิน ณ เมืองปางหลวง รัฐฉาน เพื่อร่วมมือกันจัดตั้งสหภาพพม่า


ผมขอสนับสนุนหลักการของการประชุมปางหลวงศตวรรษที่ 21 (21st Century Panglong Conference) หรือชื่อทางการคือ การประชุมสันติภาพแห่งสหภาพ (Union Peace Conference) ในสมัยรัฐบาลเลือกตั้งที่มี อองซานซูจี เป็นที่ปรึกษาแห่งรัฐ เพื่อรื้อฟื้น ”จิตวิญญาณปางหลวง” ที่นายพลอองซาน บิดาของเธอเคยทำไว้ โดยมุ่งหวังจะยุติสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานกว่า 70 ปี และเปลี่ยนผ่านเมียนมาไปสู่การเป็น สหพันธรัฐประชาธิปไตย จุดจบของความพยายามทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อ พล.อ.มินอ่องหล่าย ทำการรัฐประหาร ในวันที่ 1 ก.พ.  พ.ศ. 2564 จับกุมอองซานซูจี และฉีกกรอบความตกลงสันติภาพ 71 ข้อทิ้ง ส่งผลให้กระบวนการสันติภาพทั้งหมด ”หยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง” และเมียนมากลับเข้าสู่สงครามกลางเมืองที่รุนแรงกว่าเดิมจนถึงปัจจุบัน


นอกจากนี้ ขอให้ รัฐบาลภายใต้การนำของ ฯพณฯ ท่าน ได้แก้ไขปัญหาผลกระทบจากปัญหาต่างๆในประเทศของท่านและตามแนวชายแดนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดนต่อประชาชนชาวไทย กระทบต่อประชาชนชาวเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ การแก้ไขปัญหาต้องมีกรอบเวลาให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการค้ายาเสพติด ปัญหาสแกมเมอร์ ปัญหาค้ามนุษย์ ปัญหาการก่อสงครามตามแนวชายแดน ปัญหาปล่อยสารพิษลงในแม่น้ำ ปัญหามลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน


หากรัฐบาลภายใต้การนำของ ฯพณฯ ท่าน ทำตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน และเดินหน้าสู่การฟื้นฟูประชาธิปไตยและสันติภาพอย่างแท้จริง ย่อมเป็นสิ่งที่ประชาชนเมียนมาและไทยปรารถนาให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ร่วมกันของทุกคน 
(รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ)
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน  


รศ.ดร. อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า การรักษาช่องทางการสื่อสาร” กับ ประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีในการแก้ปัญหาร่วมกันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ขณะนี้ มีประชาชนชาวเมียนมาผลัดถิ่นอยู่ในประเทศประมาณ 4 ล้านคน เป็นผู้ลี้ภัยออกนอกประเทศ 1-2 ล้านคน ประชาชนเกือบ 13 ล้านคนเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง แน่นอนที่สุด เราต้องแบกรับภาระปัญหาเหล่านี้ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านด้วยมนุษยธรรม และเราความจำเป็นต้องสื่อสารกับรัฐบาลเผด็จการทหารแม้นเราจะไม่ปรารถนาก็ตาม แต่ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลไทยต้อง “มอบความชอบธรรมทางการเมือง” ให้กับผู้นำที่ไร้หลักการ เป็น เผด็จการที่สั่งสังหารประชาชนของตัวเอง กดประชาชนของตัวเองให้โง่และจนเพื่อให้ระบอบอำนาจนิยมดำรงอยู่ต่อไป 

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ