ส.ส.กทม.พรรคประชาชน จับมือเครือข่ายประชาธิปไตยอาเซียนฯ คัดค้าน“มิน อ่อง หล่าย” ใช้ประเทศไทยสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบเผด็จการในเมียนมา เรียกร้องให้ รัฐบาลเผด็จการทหารเคารพมติอาเซียน
พร้อมให้ รัฐบาลทหารพม่า แก้ไขปัญหาขบวนการค้ายาเสพติด สแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ การก่อสงครามตามแนวชายแดนต่อชาติพันธุ์ต่างๆ การปล่อยสารพิษลงแม่น้ำและหมอกควันข้ามพรมแดน ด้วยความจริงใจต่อประเทศไทย
ทั้งเสนอจัดตั้ง เครือข่ายประชาธิปไตยอาเซียนเพื่อสันติภาพ สิทธิมนุษยชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเป็นการทำงานร่วมกันของภาคการเมือง ภาคประชาสังคม ภาควิชาการและองค์กรสื่อมวลชน
วันที่ 6 ส.ค. ที่อาคารรัฐสภา รศ.ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ อดีตประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ และคุณศิรชัช ตรีวิศวเวทย์ คณะทำงานโครงการ เครือข่ายประชาธิปไตยอาเซียนเพื่อสันติภาพ สิทธิมนุษยชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ร่วมกันแถลงต่อสื่อมวลชน ว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและวิกฤตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศเมียนมาที่ยืดเยื้อนับตั้งแต่การทำรัฐประหาร ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงและกว้างขวางต่อชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพของประชาชนชาวเมียนมา ตลอดจนกระทบต่อความมั่นคง เสถียรภาพ และเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนและพื้นที่ชายแดนไทย ข้าพเจ้าในฐานะส.ส. มีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสวัสดิภาพของมนุษยชาติ และ ตระหนักถึงหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติไทยในการพิทักษ์รักษาหลักประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชนสากล เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยมีบทบาทนำที่สร้างสรรค์ในการเสริมสร้างประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สันติภาพ ยึดมั่นในความถูกต้อง และมีบทบาทที่สง่างามในเวทีระหว่างประเทศ ตนในฐานะส.ส.ขอเรียกร้องต่อรัฐสภาและรัฐบาลไทย ดังนี้
1. ขอให้รัฐสภาไทย โดยประธานรัฐสภา แสดงจุดยืนที่ชัดเจนและยึดมั่นในหลักการสิทธิมนุษยชนสากล ขอให้ประธานรัฐสภาในฐานะผู้นำสูงสุดของฝ่ายนิติบัญญัติ ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพื่อแสดงจุดยืนว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อคุณค่าแห่งสิทธิมนุษยชน มนุษยธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยึดมั่นในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศ ตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน โดยปฏิเสธการใช้อำนาจเผด็จการ ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ การปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง การคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตลอดจนการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานทุกรูปแบบในประเทศเพื่อนบ้าน
2. ขอให้รัฐบาลระมัดระวังในการทำข้อตกลงหรือการดำเนินการใดๆ ในการเปิดโอกาสในการให้ พล.อ. มิน อ่อง หล่าย ใช้ประเทศไทยในการสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบเผด็จการทหารพม่าที่ได้แปลงสภาพตัวเองจากคณะรัฐประหารเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกำมะลอที่นานาชาติไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง: ขอให้ประธานรัฐสภาส่งข้อห่วงใยจากฝ่ายนิติบัญญัติต่อรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ ให้พิจารณาทบทวนหรือระงับการเชิญ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเผด็จการทหารเมียนมา เข้ามาร่วมการเยือนทางการเมืองหรือกิจกรรมระดับรัฐในประเทศไทยในอนาคต เนื่องจากการกระทำดังกล่าวอาจถูกตีความว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐบาลสืบทอดอำนาจจากเผด็จการทหาร ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง การทิ้งระเบิดบริเวณแนวชายแดนทำลายชีวิตของผู้คนจำนวนมากและทำให้ ประชาชนชาวไทยตามแนวชายแดนได้รับกระทบ รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าได้สร้างวิกฤตผู้ลี้ภัยมีประชาชน
ชาวเมียนมาจำนวนหลายล้านคนหนีออกนอกประเทศ รัฐบาลไทยควรทบทวนนโยบายต่างประเทศต่อรัฐบาลเมียนมาใหม่ และ ส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยจะไม่สนับสนุนการละเมิดสิทธิมนุษยชนและยินดีต้อนรับเฉพาะกระบวนการที่นำไปสู่สันติภาพที่จริงใจเท่านั้น
3. ขอเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อนำไปสู่สันติภาพและประชาธิปไตยในเมียนมา (Joint Committee for Peace and Democracy in Myanmar): ขอเสนอให้รัฐสภาไทยใช้กลไกการทูตฝ่ายนิติบัญญัติ (Parliamentary Diplomacy) ในการผลักดันให้เกิดคณะกรรมการร่วมฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากฝ่ายนิติบัญญัติไทย รัฐบาลไทย ผู้แทนรัฐบาลเอกภาพการเมือง ผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนภาคประชาสังคมและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อทำหน้าที่ดังนี้: การคุ้มครองและช่วยเหลือทางมนุษยธรรม: ผลักดันระเบียงมนุษยธรรม (Humanitarian Corridor) ที่ปลอดภัย ไม่เข้าข้างฝ่ายใด และมอบความช่วยเหลือส่งตรงถึงมือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปราบปรามและความขัดแย้ง การเปิดพื้นที่เจรจาที่เป็นธรรม : จัดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการหารือระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นการหยุดยั้งความรุนแรง คืนสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน และ วางรากฐานการฟื้นฟูกระบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริงในเมียนมา ตนในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประธานรัฐสภาจะพิจารณาข้อเสนอดังกล่าวเพื่อดำรงไว้ซึ่งเกียรติภูมิของรัฐสภาไทย ยึดมั่นในคุณค่าแห่งสิทธิมนุษยชน และนำพาประเทศไทยให้เป็นผู้นำในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในภูมิภาคสืบไป
4. รัฐบาลไทยต้องยื่นข้อเรียกร้องพร้อมกรอบเวลาในการดำเนินการให้รัฐบาลทหารพม่า แก้ไขปัญหาขบวนการค้ายาเสพติด การก่อสงครามตามแนวชายแดนกระทบต่อประชาชนชาวไทยตามแนวชายแดน ก่อให้เกิดคลื่นผู้อพยพ แก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ การปล่อยสารพิษลงแม่น้ำและหมอกควันข้ามพรมแดน รัฐบาลเมียนมาต้องอนุญาตให้รัฐบาลไทยสามารถเข้าไปสำรวจพื้นที่ตามแนวชายแดนเพื่อแก้ปัญหาต่างๆตามที่กล่าวมาได้อย่างเบ็ดเสร็จ
5. รัฐบาลไทยต้องตั้ง คณะทำงานเฉพาะกิจด้านการทูต (Special Diplomatic Task Force) ที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ในเขตปกครองของกองกำลังชาติพันธุ์ต่างๆเพื่อแนวทางในการแก้ปัญหาที่มีผลกระทบต่อประเทศไทยและคนไทย ส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่
6. ตนและทีมงาน จะได้ดำเนินการโครงการจัดตั้ง เครือข่ายประชาธิปไตยอาเซียนเพื่อสันติภาพ สิทธิมนุษยชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเป็นเครือข่ายการทำงานร่วมกันของภาคการเมือง ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคธุรกิจและองค์กรสื่อมวลชน เพื่อผลักดันให้เกิดสันติภาพ สิทธิมนุษยชน การพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีร่วมกันของประชาคมอาเซียน
รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลไทยและผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยต้องอ่านให้ออกว่า การไม่ยอมรับฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน และ การเยือนประเทศต่างๆในอาเซียนของ “มิน อ่อง หล่าย” เพื่อสร้างความยอมรับจากนานาชาติ เป็นเพียง หมากกลทางการเมืองเพื่อรักษาอำนาจเผด็จการอันฉ้อฉลต่อไป การเปลี่ยนสถานะของ “มิน อ่อง หล่าย” จากผู้นำเผด็จการทหารที่จุดชนวนสงครามกลางเมืองคร่าชีวิตประชาชนทุกฝ่ายกว่า 100000 คน มาเป็น ประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งที่จัดฉากขึ้น การเลือกตั้งกำมะลอสะท้อนถึงความไม่เต็มใจ ไม่จริงใจในการฟื้นฟูประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและสันติภาพในเมียนมา
เราจำเป็นต้องกดดันให้ “มิน อ่อง หล่าย” ปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนต่อไป เจรจากับกลุ่มทางการเมืองทุกฝ่ายเพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูประชาธิปไตยและสันติภาพอย่างแท้จริง ส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและแต่งตั้งคณะฑูตพิเศษจากอาเซียนและไทยเพื่อแก้ปัญหาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และคุณศิรชัช กล่าวอีกว่า ขอแสดงจุดยืนคัดค้านต่อรัฐบาลไทยที่ได้ต้อนรับ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารเมียนมา ในการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ วันที่ 6-7 ส.ค.นี้ มิน อ่อง หล่าย คือ ”อาชญากรสงคราม” ที่ถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติและมีหมายจับในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ รัฐบาลไทยต้องระมัดระวังไม่ดำเนินการใดๆอันเป็นการ ”ฟอกขาว” การกระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศของ “มิน อ่อง หล่าย” และทำให้ประเทศไทยสุ่มเสี่ยงต่อการถูกมองว่าสมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยเองเพิ่งจะก้าวพ้นจากร่มเงาของการทำรัฐประหารและรัฐบาลสืบทอดอำนาจจากคณะรัฐประหารมาได้ไม่นานนัก และ อยู่ในระบอบอำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ซ้ำร้ายวิกฤตความเชื่อมั่นจากข้อกังขาเรื่องการ ”โกง สว.” ก็ยังไม่สามารถชี้แจงให้เกิดความกระจ่างแก่สังคมได้
การที่รัฐบาลเลือกที่จะจับมือและเชิดชูผู้นำเผด็จการทหารจากประเทศเพื่อนบ้าน ยิ่งตอกย้ำให้โลกเห็นถึงสายสัมพันธ์อันแนบแน่นของระบอบอำนาจนิยม และทำลายความพยายามในการฟื้นฟูประชาธิปไตยของไทยในสายตานานาชาติ รายงานจากองค์กร Justice For Myanmar (JFM) บ่งชี้ชัดเจนว่า เครือข่ายผลประโยชน์ในไทยกลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้เผด็จการเมียนมามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้ระบบธนาคารไทยจัดซื้ออาวุธและเชื้อเพลิงการบินเพื่อนำไปทิ้งระเบิดใส่พลเรือน การส่งมอบรายได้ก๊าซธรรมชาติจากรัฐวิสาหกิจไทย
ตลอดจนการปล่อยให้เครือญาติผู้นำทหารนำเงินเปื้อนเลือดและเงินสกปรกมากว้านซื้อสินทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์หรูในกรุงเทพฯ เพื่อใช้เป็นแหล่งฟอกเงินเทาจากธุรกิจผิดกฎหมาย เงินจากคอร์รัปชันและกดขี่รีดไถมาจากประชาชนชาวเมียนมาหากรัฐบาลไทยยังคงมุ่งหวังที่จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อประชาคมโลก และ ต้องการบรรลุเป้าหมายสำคัญระดับชาติในการผลักดันประเทศไทยเข้าเป็น สมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งมีเงื่อนไขที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับหลักนิติธรรม ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน
การโอบกอดอาชญากรสงครามเช่นนี้ คือ การเตะสกัดขาตัวเอง ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศ และเป็นการปิดประตูโอกาสทางเศรษฐกิจของไทยบนเวทีมาตรฐานสากลอย่างปฏิเสธไม่ได้รัฐบาลไทยต้องเลือกยืนหยัดบนหลักการสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย เพื่อความมั่นคงที่ยั่งยืนของภูมิภาค ไม่ใช่จับมือกับผู้มีอำนาจที่เข่นฆ่าประชาชนของตนเองเพื่อรักษาอำนาจ
