รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ระบุ เงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง 9 เดือน เลี่ยงภาวะเงินฝืด รัฐบาลต้องเร่งกระตุ้น สร้างฐานรายได้ใหม่ให้ประเทศจากอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์
นำเสนอ “เมกะโปรเจ็กต์สีส้ม” 6.27 แสนล้านบาท ครอบคลุม 7 เมกะโปรเจ็กต์ ความเสี่ยงสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ ยังเขย่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุน ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสร้างโมเดลเศรษฐกิจใหม่
วันที่ 20 ม.ค.
รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาชน และ ผู้สมัคร ส.ส. กรุงเทพฯ เขต 31 (ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา) เปิดเผยว่า กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจไทย อุปสงค์มวลรวมภายในอ่อนแอลงต่อเนื่อง จะถลำลึกมากยิ่งขึ้นหากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยเร็วหลังการเลือกตั้ง เนื่องจากการออกมาตรการการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจะล่าช้าออกไป การบริหารงบประมาณโครงการลงทุนภาครัฐอาจสะดุด หากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งมาตรการเงินและมาตรการคลังโดยฉับพลันหลังการเลือกตั้ง เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดอย่างชัดเจนภายในครึ่งปีแรก อัตราเงินเฟ้อเดือนธันวาคมติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 ติดลบ 0.28% ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดของเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นตามลำดับ ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง การล้มละลายของธุรกิจขนาดย่อมขนาดเล็กอาจเกิดเพิ่ม
รัฐบาลใหม่ต้องเร่งกระตุ้นด้วยมาตรการทางการคลัง บวกการผ่อนคลายทางการเงินโดยแบงก์ชาติ สร้างฐานรายได้ใหม่ให้ประเทศด้วยการลงทุนในธุรกิจอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ส่งเสริมเศรษฐกิจนวัตกรรม ลงทุนในการวิจัยแปรรูปเพิ่มมูลค่า รวมทั้ง การแสวงหาตลาดใหม่และสร้างตลาดใหม่ๆ เศรษฐกิจโลกจะถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีมากขึ้นตามลำดับ ไทยต้องอัพเกรดเทคโนโลยี พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพประเทศ (Productivity) พัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พัฒนาทักษะคนไทยให้รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายได้รวมทั้งสร้างตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ ควรพัฒนาศรษฐกิจ BCG ให้สิทธิประโยชน์ภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ และการพัฒนาบุคลากร
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้น ต้องเปลี่ยนบทบาทประเทศไทยจาก การเป็นเพียงฐานการผลิตเพื่อส่งออก เป็นผู้ซื้อและผู้ใช้ มาเป็น การพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่ พัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองขึ้นมา พัฒนาระบบนิเวศเพื่อการลงทุน พัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะ ปฏิรูปการศึกษาเน้นหลักสูตรเพื่ออนาคตและเทคโนโลยีให้สอดรับกับธุรกิจอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ใหม่ๆ เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ยานยนต์สมัยใหม่ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีอวกาศ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชน คือ การมอบสิทธิประโยชน์แก่ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบในประเทศหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ออกแบบในประเทศ (Designed in Thailand) และ เปิดโอกาสให้เอกชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยอยู่ในจุดที่มีความเสี่ยงเรื่องภาวะเงินฝืดและมีอัตราการขยายทางเศรษฐกิจต่ำต่อเนื่องยาวนาน สะท้อน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของภาครัฐที่ผ่านมายังไม่สามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ พรรคประชาชนขอนำเสนอ “เมกะโปรเจ็กต์สีส้ม” 6.27 แสนล้านบาท ครอบคลุม 7 เมกะโปรเจ็กต์เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพชีวิตของประชาชนไปพร้อมกัน สร้างงานที่มีคุณภาพ สร้างอุตสาหกรรมใหม่และเทคโนโลยีที่คนไทยเป็นเจ้าของ คุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวมต้องดีกว่านี้
การลงทุนเมกะโปรเจ็กต์จึงต้องมุ่งไปที่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ โดยจะมีการลงทุนทางด้านการบริหารจัดการน้ำเสีย 60000 ล้านบาท ทางด้านน้ำประปาดื่มได้ 75000 ล้านบาท ทางด้านขนส่งสาธารณะ 37000 ล้านบาท ทางด้านการจัดการขยะ 183000 ล้านบาท ทางด้านการศึกษา โรงเรียนและสถาบันอาชีวศึกษาทั่วประเทศ 50000 ล้านบาท ทางด้านสาธารณสุขและโรงพยาบาล 30000 ล้านบาท สุดท้าย การลงทุนทางด้านโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ 192000 ล้านบาท งบประมาณการลงทุนในทุกโครงการจะต้องนำมาสู่การจ้างงานและพัฒนาผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ผู้สมัคร ส.ส. กรุงเทพฯ กล่าวต่อว่า ปัญหาความมั่นคงชายแดนไทยกัมพูชา ความเสี่ยงสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ยังเขย่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุน ประเทศไทยอยู่ในฐานะทั้งเหยื่อ ทางผ่านและพื้นที่ฟอกเงินของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ พรรคประชาชนเสนอให้ยกระดับปัญหานี้เป็น “วาระแห่งชาติด้านความมั่นคง” เสนอการปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย สแกมเมอร์ ด้วยการทำลายโครงสร้างทางการเงินและอำนาจของเครือข่ายอาชญากรรม และ นำเสนอนโยบายมั่นคงใหม่ ที่จะช่วยสร้างสันติภาพ เสถียรภาพและความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแท้จริง
