เมื่อ : 22 มิ.ย. 2569


นับตั้งแต่วันที่ “หมอตุ่ย” หรือ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ เรียนจบแพทย์จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และไปเป็นแพทย์ใช้ทุนที่โรงพยาบาล(รพ.)อุ้มผาง จ.ตาก กระทั่งถึงวันวัยที่ใกล้เกษียณอายุราชาการในอีกไม่ช้านี้ หมอตุ่ยก็ไม่เคยโยกย้ายเปลี่ยนไปเป็นหมอที่ไหนเลยและเลือกชีวิตโสด เพราะสงสารคนไข้ในพื้นที่ที่การแพทย์และการสาธารณสุขเข้าถึงได้อย่างยากลำบาก เพราะเป็นพื้นที่ชายของติดพรมแดนไทยและเมียนมาร์ ประชากรส่วนใหญ่ของอ.อุ้มผาง มีทั้งคนไทยและคนต่างด้าวไร้สัญชาติ ผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ และชุมชนชาติพันธุ์ที่ส่วนใหญ่เป็นปะกาเกอะญอหรือชาวกะเหรี่ยง มีอาชีพทำไร่ มีรายได้ไม่มาก เข้าข่ายยากจนขัดสน 

 

หากเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่มีเงินมากพอที่จะใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาล มิหนำซ้ำยังมีโรคระบาดอีกหลายโรคที่คร่าชีวิตคนทุกเพศทุกวัยได้โดยง่าย ซึ่งมีสาเหตุหลักมักมาจากสภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ การกินอยู่ที่ไม่ถูกสุขลักษณะอนามัย การเข้าป่าไปทำไร่ หาพืชป่า และการขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน ล้วนเป็นโจทย์ท้าทายที่ยากและซับซ้อนเกินกว่าจะนั่งรักษาโรคเพียงอย่างเดียว การลงพื้นที่เข้าชุมชนจึงถูกแทนที่ด้วยการนั่งรักษาคนไข้ในรพ. หรือแม้กระทั่งยังมีความเชื่อและค่านิยมในการคลอดลูกกับหมอตำแยถึงทุกวันนี้


“ตอนแรกๆ เมื่อหลายสิบปีที่ไปอยู่ก็ไม่ได้คิดว่าจะอยู่ได้นานจนจะเกษียณปี 70 นี่แล้ว เพราะผมไม่ได้อยากเรียนหมอ ผมอยากเรียนวิศวะ แต่ก็ได้เรียนหมอ มศว เป็นรุ่นแรก แล้วก็ไปใช้ทุนแพทย์ที่รพ.อุ้มผาง จ.ตาก เรื่อยมา ไปอยู่แรกๆ ก็ตกใจว่ามันกันดารมาก คนไข้เป็นคนยากคนจน รายได้น้อย ทำไร่ไถนา ส่วนใหญ่เป็นปะกาเกอะญอหรือกะเหรี่ยง พวกเขาทำไร่แต่ที่บอกกันว่าคนกะเหรี่ยงทำไร่เลื่อนลอย หักล้างถางป่าน่ะไม่น่าจะจริงเพราะเขาทำมาหากินกับป่า หาของป่าขาย เขารักป่าดูแลป่า มีชีวิตในป่าแทบทุกวัน กินอยู่ในป่า อย่างห่อข้าวไปกินก็ห่อจากใบไม้ กินเสร็จก็ล้างมือล้างปากจากน้ำห้วย ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันมีเชื้อโรคปะปน ก็เป็นโรคอหิวาตกโรคติดต่อกันไป ไม่ก็เป็นมาลาเรียหนักเข้าไปอีก 

 

ผมนี่ก็เคยเป็นมาลาเรียถึง 5 ครั้ง เป็นก็ดี จะได้เข้าใจคนที่เป็น คือเห็นคนไข้มาหานี่บอกตรงๆ ผมสงสาร...บางคนมาไกลมาก ใช้เวลาหลายชั่วโมง ถนนหนทางสมัยก่อนก็ยากลำบากว่าจะมากว่าจะไป ไม่ต้องพูดถึง 1219 โค้ง ที่ว่ากว่าจะถึงอุ้มผางน่ะหรอกว่ามันไกลแค่ไหน สมัยก่อนเราใช้วิธีนำคนเจ็บออกจากป่าก็มีตั้งแต่ใช้เปล ดีขึ้นมาหน่อยก็รถยนต์แต่ก็ติดหล่มลงหลุม ยิ่งหน้าฝนนี่ทุลักทุเล ผมว่าไม่เฉพาะว่าต้องเป็นหมอแล้วเราต้องช่วยคนอื่นเพราะผมมองว่า “มนุษยธรรม คือ เรื่องธรรมดาที่มนุษย์พึงมีต่อกัน”
 

ยังมีอีกหลายเคสที่หมอวรวิทย์หยิบยกมาให้ชาว มศว และน้องๆ รุ่นน้องนิสิตแพทย์ได้ฟังถึงประสบการณ์ชีวิตหมอในพื้นที่ทำงานจริง ทำงานกับชุมชนกับคนที่มีความต่างทั้งเรื่ิองเชื้อชาติ คติความเชื่อวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ นานานัปการที่หมอวรวิทย์ใช้เวลากว่า 35 ปี เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพอนามัยของประชาชนเหล่านั้น เพราะหมอเชื่อว่า “ เพราะสุขภาพไม่ใช่อภิสิทธิ์ แต่คือความยุติธรรม การสร้างการรับรู้ความเข้าใจให้ประชาชนได้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้องตามหลักสาธารณสุขขั้นพื้นฐานจะดีกว่าการรักษาทางการแพทย์ เพราะสาธารณสุขเป็นเรื่องของการป้องกันเพื่อมิให้เกิดโรคได้ เป็นด่านแรก ก่อนที่จะไปสู่การรักษาที่เป็นเรื่องทางการแพทย์ การป้องกันจึงน่าจะดีกว่าการรักษา”


นอกจากนี้หมอวรวิทย์ยังยกเรื่องค่านิยมความเชื่อในเรื่องของการคลอดลูกกับหมอตำแยของคนกะเหรี่ยง หมอไม่ต่อต้านแต่หมอเลือกใช้วิธีให้ความรู้และวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องถูกหลักสุขอนามัยเพื่อให้แม่และลูกปลอดภัย มีสุขภาพดีได้ “ เรื่องนี้เราเปลี่ยนพวกเขาไม่ได้ก็จริง เมื่อเปลี่ยนไม่ได้ เราก็ให้พวกหมอตำแยมาเป็นพวกเดียวกับเราเสียเลย คือก็ไปสอนไปให้ความรู้ในทางการแพทย์ที่ถูกต้องกับพวกเขา มีทีมพยาบาลไปสอนหมอตำแยให้ทำคลอดอย่างถูกวิธี ให้ชุดอุปกรณ์เครื่องมือทั้งชุดใช้ได้จริง 200-300 บาท  อย่างใบมีดโกนนี่เป็นพระเอกของการทำคลอดนี่แค่อันละไม่กี่บาทก็ใช้ได้ เราไม่ได้ไปต่อต้านเขา ไม่เปลี่ยนแต่เราปรับเข้าหา ”
 

เชื่อว่าเป็นช่วงเวลาหลายชั่วโมงที่หลายคนที่ได้มีโอกาสดีได้ฟังหมอวรวิทย์ในวันที่หมอมารับการเชิดชูเกียรติจากทางมศวเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะนิสิตแพทย์ มศว รุ่นน้องๆ รุ่นหลังๆ จะได้เข้าเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตหมอที่เสียสละเวลา สติปัญญา ความรู้ทางการแพทย์เพื่อช่วยชีวิต ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนด้วยใจล้วนๆ ไม่เพียงความรู้แต่ให้พลังใจ ให้แรงบันดาลใจและอาจมีคำตอบบางคำตอบที่รออยู่ข้างหน้าถึงการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างที่คนเป็นหมอพึงกระทำว่า “ขอให้เห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ประโยชน์ส่วนตนนั้นมาเป็นทีหลัง” 

 

แม้หมอจะบอกว่า การเชิดชูเกียรติที่ได้รับจากองค์การอนามัยโลก WHO ล่าสุดนอกจากการที่เคยได้รับการคัดเลือกเป็นแพทย์ชนบทดีเด่น รวมทั้งการจัดงานเชิดชูเกียรติจากมหาวิทยาลัยนั้น “มันมากไป ผมไม่ถึงขนาดนั้น” ทว่าสิ่งที่หมอวรวิทย์ได้ทำงานในฐานะหมอได้ช่วยสร้างมาตรฐานให้ระบบการสาธารณสุขไทยตื่นตัว ทำได้เห็นผลจริง เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นที่การแพทย์เข้าถึงได้ยาก การทำให้ผู้คนได้รู้จักการดูป้องกันสุขภาพของตนเองได้ เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาได้ในหลายอย่างมาก ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของสังคมไทยอาจไม่จบที่เรื่องงบประมาณสนับสนุน ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีสูงหรือโลว์เทค หากแต่คือปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ผู้คนอีกมากยังขาดโอกาสที่จะได้รับในหลายๆ บริบท หลายโอกาสที่ควรได้รับโดยเฉพาะด้านสุขภาพอนามัย การศึกษาและคุณภาพชีวิต

 

 “ผมเป็นหมอ ผมไม่มาคิดว่าใครจะมีสัญชาติหรือไม่มีสัญชาติ ผมเห็นคนเจ็บป่วยตรงหน้า ผมสงสาร ผมก็รักษา ให้ความรู้ตามความรู้แพทย์เพื่อช่วยชีวิตเขา”


ณ พื้นที่ชายขอบชายแดนของประเทศไทย ที่ตั้งของรพ.อุ้มผาง รพ.ขนาดเล็ก อยู่ห่างไกลจากความเจริญทางการแพทย์ เต็มไปด้วยข้อจำกัดมากต่อมาก ความยากจน โรคระบาดหลายโรค  อย่างมาลาเรียเป็นอันดับต้นๆ อหิวาตกโรค เพราะหมอเองยังเคยเป็นมาลาเรียถึง 5 ครั้งอย่างที่หมอบอกเองว่า “ยุงไม่เลือกกัด เพราะกัดทุกคน” สะท้อนให้เห็นว่าโรคภัยไข้เจ็บไม่เคยขีดเส้นแบ่งเชื้อชาติศาสนาไม่ต่างอะไรกับการให้การดูแลช่วยเหลือที่ก็ไม่ควรมีเส้นแบ่งใดๆ เช่นกัน แม้ทุกปัญหานี้อาจจะมาจากมนุษย์เรานี่เอง ทว่าหมอวรวิทย์กับเลือกวฺิธีมองหาด้านดี ข้อดีที่ทำได้จริง ปรับตัวปรับวิธีการใช้ชีวิตและการทำงานให้สมดุลเข้ากันได้กับชุมชนโดยไม่มีใครเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน 

 

หมอคนหนึ่งได้กลายเป็นคนที่ชุมชนชาติพันธุ์และคนทุกคนแม้จะต่างกันด้วยสัญชาติ เพื่อนร่วมทีมแพทย์พยาบาลพึ่งพาฝากชีวิตไว้ได้อย่างสนิทใจ เพราะหมดดูแลผู้คนเหล่านั้นด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ เป็นการมองเห็นคุณค่าของมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน แล้วรางวัลต่างๆ นับไม่ถ้วนที่ “หมอตุ่ย” หรือนพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ จากแพทย์ใช้ทุนสู่ผู้อำนวยการรพ.อุ้มผาง จ.ตาก นับตั้งแต่วันนนั้นจนถึงวันนี้ จะไม่น้อยค่า ควรค่าที่จะได้รับได้อย่างไรเพราะรางวัลไม่ใช่เครื่องวัดการเป็นคนสำคัญแต่วัดคนจากคุณค่าของงานที่คนนั้นทำและเรายังคงเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ในคนทุกคนมากเพียงใดนั่นเอง ...ในเมื่อตราบใดที่เขายังคงเชื่อมั่นว่า  “การทำงานคือการสละตัวตน” ที่มาพร้อมกับหลักการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สมถะแต่ลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา- ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข กรุณา – ช่วยเพื่อเห็นผู้อื่นเป็นทุกข์ มุทิตา - ยินดีในความสำเร็จของผู้อื่น อุเบกขา – วางใจปล่อยวางเมื่อผลลัพธ์ที่ได้ทำหน้าที่นั้นอย่างดีที่สุดแล้ว  

 

ตราบนั้นก็จะยังคงมี ‘รางวัลแห่งชีวิต’ ของหมอวรวิทย์คนนี้ให้เป็นบทเรียนชีวิตที่ช่วยสะกิดเตือนใจคนทำงานทุกวงการอาชีพได้ว่า มองให้เห็นเป็นโอกาสในทุกปัญหาที่ถาโถม มองให้เห็นคุณค่าของทุกคนในความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมลงมือทำงานด้วยใจที่สละตนเองเพื่อผู้อื่นเพื่อส่วนรวม


พร้อมเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ มีสติปัญญารู้คิด มองในเรื่องดี มีอารมณ์ขันอยู่ในที เพราะทุกอย่างยังคงงดงามและงอกงามเจริญก้าวหน้าได้อย่างไม่หยุดยั้ง

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ