เมื่อ : 09 เม.ย. 2569

การทำงานล่วงเวลาที่เกินพอดี การค้างจ่ายค่าจ้าง การยึดเอกสารประจำตัว บางครั้งอาจถูกมองว่าเป็นเพียงสัญญาณของงานที่ไม่ดีหรือสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ แต่ภายใต้กฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ สถานการณ์เหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของสิ่งที่ร้ายแรงกว่านั้น นั่นคือ “แรงงานบังคับ” ซึ่งประเทศไทยกำลังเพิ่มขีดความสามารถในการระบุและตอบสนองต่อการแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบนี้ โดยต่อยอดจากกรอบกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองแรงงานและยึดหลักนิติธรรม


นายแอนดรูว์ วสุวงศ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิไอเจเอ็มประเทศไทย (IJM Foundation Thailand) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นการยุติการบังคับใช้แรงงาน การค้ามนุษย์ และการแสวงหาประโยชน์จากเด็ก โดยทำงานร่วมกับภาครัฐและตำรวจไทย ในการปราบปราม  เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความคืบหน้าสำคัญในการยกระดับกระบวนการคัดแยกและคุ้มครองผู้เสียหายจากการบังคับใช้แรงงาน โดยหน่วยงานภาครัฐทำงานร่วมกันมากขึ้น เพื่อจะตรวจจับสัญญาณของการแสวงหาประโยชน์ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างเหมาะสม

คำว่า “แรงงานบังคับ” ผู้คนมักนึกถึงภาพเหตุการณ์รุนแรง เช่น ห้องลับ การบุกจู่โจมเข้าช่วยเหลือ หรือภาพเหยื่อที่ถูกล่ามโซ่ แต่ในความเป็นจริง การบังคับใช้แรงงานในปัจจุบันแทบไม่มีร่องร่อยที่ชัดเจนเช่นนั้น ส่วนใหญ่เกิดขึ้นท่ามกลางสายตาของผู้คนในสังคมในพื้นที่ซึ่งดูเหมือนปกติธรรมดา

 

ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในอุตสาหกรรมอาหารที่ลาออกหรือย้ายงานไม่ได้ เนื่องจากภาระหนี้สินที่พอกพูนขึ้น จากดอกเบี้ยที่สูงเกินจริง และค่าใช้จ่ายแอบแฝง เช่น ค่าที่พัก อาหารหรือค่าธรรมเนียมนายหน้า รวมทั้งแรงงานข้ามชาติที่ถูกยึดหนังสือเดินทาง และไม่ได้รับค่าจ้างเป็นเวลาหลายเดือน แม้แรงงานเหล่านี้จะไม่ได้ถูกกังขังทางกายภาพ แต่อิสรภาพและทางเลือกในชีวิตกลับถูกควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ


ดังนั้น การตระหนักถึง “โซ่ตรวนที่มองไม่เห็น” จะเป็นขั้นตอนสำคัญในการพัฒนากระบวนการรับมือและตอบโต้ของประเทศไทย ที่มีต่อการแสวงหาประโยชน์ด้านแรงงาน


ทำความเข้าใจช่องโหว่: สองระบบ สองผลลัพธ์

หนึ่งในความท้าทายในอดีตไม่ใช่การขาดแคลนกฎหมาย แต่เป็นวิธีที่เคลื่อนผ่านระบบ เจ้าหน้าที่กลุ่มแรกๆ ที่พบผู้ซึ่งอาจเป็นผู้เสียหาย เช่น ตำรวจ พนักงานตรวจแรงงาน หรือนักสังคมสงเคราะห์ มักมุ่งเน้นไปยังประเด็นหลักเพียงอย่างเดียวคือ “นี่เป็นคดีที่มีพยานหลักฐานเพียงพอต่อการสั่งฟ้องหรือไม่”

 

ภายใต้กรอบความคิดนี้ การพูดคุยกับผู้เสียหายในระยะแรก หลายครั้งจึงมีลักษณะคล้ายการสอบสวนมากกว่าการคุ้มครอง เช่น “ถ้าคุณเป็นผู้เสียหายจริง ทำไมคุณถึงไม่อยากไปให้การ” “ในเมื่อคุณตกลงรับงานนี้เอง แล้วตอนนี้จะมาอ้างว่าถูกแสวงหาประโยชน์ได้อย่างไร” เป็นต้น

ทว่าการคัดแยกผู้เสียหายไม่ได้มีความหมายเดียวกันกับการพิสูจน์ความผิดทางอาญา การคัดแยกมีไว้เพื่อพิจารณาว่าบุคคลนั้น “จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองหรือไม่” ไม่ใช่ติดสินว่าคดีจะชนะในศาลได้ทันทีหรือไม่

สำหรับกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism – NRM) ของไทย แบ่งกระบวนการออกเป็นสี่ขั้นตอน อันได้แก่ แจ้งเหตุ คัดกรอง คัดแยก และคุ้มครอง ซึ่งจะเห็นว่าก่อนที่บุคคลจะได้รับความคุ้มครองนั้น มีขั้นตอนสำคัญคือ กรองเบื้องต้น (Screening) ซึ่งกระทำได้โดยเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียวซึ่งพบแรงงาน และขั้นตอนต่อมาคือ การคัดแยกผู้เสียหายอย่างเป็นทางการ (Identification) โดยทีมสหวิชาชีพ (MDT) เพื่อพิจารณาว่าบุคคลดังกล่าวเข้าข่ายเป็นผู้เสียหาย ได้รับความคุ้มครอง และควรเริ่มต้นการสืบสวนทางาอาญาหรือไม่

 

ในทางปฏิบัติ ความท้าทายมักเกิดขึ้นในทั้งสองขั้นตอน โดยผู้ที่อาจเป็นผู้เสียหาย (Potential Victims) อาจถูก “คัดออก” (Screened out) เร็วเกินไป ขณะที่บางครั้งทีมคัดแยกฯ ก็นำมาตรฐานการพิสูจน์พยานหลักฐานที่ใกล้เคียงมาตรฐานในชั้นศาลมาใช้ในกระบวนการคัดแยกผู้เสียหาย และเนื่องจากการได้รับสิทธิคุ้มครองจากรัฐรวมถึงการเริ่มต้นคดีอาชญากรรมนั้นขึ้นอยู่กับผลของกระบวนการคัดแยกนี้ จึงทำให้หลายคดีต้องประสบความยากลำบากในการขับเคลื่อนต่อไป

 

การตระหนักถึงช่องโหว่เหล่านี้ได้ผลักดันให้เกิดการปรับปรุงการทำงานในทุกหน่วยงาน โดยทางการไทยได้มุ่งมั่นทำงานอย่างหนัก เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการคัดกรองและคัดแยกผู้เสียหายได้ทำหน้าที่ได้ตามเจตนารมณ์ของกลไกการการส่งต่อระดับชาติ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลือคุ้มครองตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งความจำเป็นในการปฏิรูปนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นผ่านกรณีศึกษาต่างๆ ที่สะท้อนให้เห็นช่องโหว่ในการประสานงานระหว่างหน่วยงาน

กรณีศึกษา: แรงงานบังคับในที่เปิดเผย

 

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2567  ศาลได้พิพากษาลงโทษชายชาวเมียนมา ข้อหาบังคับใช้แรงงานและค้ามนุษย์เด็กชาย วัย 17 ปี ชื่อ ธิฮะ (นามสมมุติ) ซึ่งถูกพาตัวมายังกรุงเทพฯ และบังคับให้ขายโรตีในตลาด เด็กชายถูกพาข้ามพรมแดนและต้องทำงานหนักหลายชั่วโมงต่อวันโดยไม่ได้ค่าจ้าง เมื่อยอดขายไม่ถึงเป้า เขาจะถูกทุบตีและข่มขู่ว่าจะให้ตำรวจจับในฐานะแรงงานเข้าเมืองไม่มีเอกสาร หากคิดจะหลบหนี

ไม่มีโรงงานขนาดใหญ่ ไม่มีโซ่ตรวน กรงขัง หรือการใส่กุญแจมือ การทารุณกรรมเกิดขึ้นกลางวันแสกๆ ในย่านดังของกรุงเทพฯ ผ่านการควบคุม การปั่นหัว และการข่มขู่ หลังถูกแสวงหาประโยชน์นานหลายเดือน 


เด็กชายได้ตัดสินใจแจ้งเรื่องกับเพื่อนบ้าน ซึ่งช่วยประสานงาน ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้คัดแยกเขาเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และพาเข้าพักสถานที่คุ้มครองของรัฐ ส่วนนายจ้างถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซี่งศาลพิพากษาจำคุกและสั่งปรับเป็นเงินชดเชย

 

“ผมรู้สึกว่าศาลไทยให้ความยุติธรรม…การตัดสินโทษนายจ้างจะเป็นบทเรียนไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใครอีก” ธิฮะกล่าวหลังการพิพากษา ขณะรอส่งตัวกลับ

ประเทศเมียนมา 


“ผมขอขอบคุณศาลและสถานคุ้มครองของรัฐที่ดูแลผมอย่างดี และขอบคุณมูลนิธิไอเจเอ็มที่คอยสนับสนุนผมตลอดการดำเนินคดี และให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ระหว่างกระบวนการนี้”

 

องค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงมูลนิธิไอเจเอ็ม ได้สนับ

สนุนการจัดทำเอกสารประกอบคดี การวิเคราะห์ข้อบ่งชี้การค้ามนุษย์ในทางกฎหมาย และการประสานงานด้านล่าม ขณะที่การสืบสวนและการดำเนินคดีทางกฎหมายอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่

 

คดีในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่า การบังคับใช้แรงงานเกิดขึ้นได้ในในสภาพแวดล้อมทั่วไป และเหตุใดการคัดแยกผู้เสียหายจึงจำเป็นต้องอาศัยการสังเกตข้อบ่งชี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน มากกว่าการมองหาเพียงร่องรอยการทารุณกรรมที่รุนแรง กรณีที่คล้ายคลึงกันนี้ไม่ได้ปรากฏแค่ในภาคประมงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการผลิตขนาดเล็ก และภาคส่วนอื่นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องมีแนวทางซึ่งเป็นระบบและข้อบ่งชี้เป็นหลัก เพื่อนำไปปรับใช้ในทุกอุตสาหกรรมได้อย่างสม่ำเสมอ โดยแรงขับเคลื่อนดังกล่าวได้นำไปสุ่การจัดทำกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism – NRM) ของประเทศไทยในปี 2567

 

การสร้างกระบวนการคัดแยกผู้เสียหายอย่างเป็นระบบ เพื่อจัดการความท้าทายเหล่านี้ ทางการไทยจึงได้นำระบบที่มีโครงสร้างชัดเจนขึ้นมาใช้คัดแยกผู้เสียหายจากการบังคับใช้แรงงาน โดยกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย กองต่อต้านการค้ามนุษย์ (DATIP) ภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้กำหนดแนวทางกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เป็นกลไกที่ถูกออกแบบมาเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประสานความร่วมมือ การแบ่งปันข้อมูล การส่งต่อความช่วยเหลือ ความคุ้มครองบุคคลที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจะเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ผู้เสียหายจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ เพื่อช่วยให้บุคคลเหล่านี้เข้าถึงบริการช่วยเหลือในเบื้องต้นได้ทันการณ์

 

ความพยายามของไทยในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาทั้งด้าน
    •    การระบุผู้เสียหาย
    •    การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน
    •    การรับมือกับรูปแบบการแสวงหาประโยชน์ที่ซับซ้อน

 

แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไป แต่ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหา “โซ่ตรวนที่มองไม่เห็น” ในสังคมไทย

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ