5 ข้อเสนอคุ้มครองผู้บริโภค ช่วงเปลี่ยนผ่าน บริการรถเรียกผ่านแอปฯ เพื่อลดปัญหาเรียกรถผ่านแอป
สภาผู้บริโภคยื่น 5 ข้อเสนอ ชง ETDA - กรมขนส่งฯ เปิดเผยสถานะรถ และผู้ขับ เพิ่มมาตรการความปลอดภัย ช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างการขึ้นทะเบียนบริการรถเรียกผ่านแอปฯ
จากกรณีที่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ร่วมกับกรมการขนส่งทางบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกประกาศที่กำหนดให้ผู้ขับขี่ที่ให้บริการผ่านแอปพลิเคชันต้องจดทะเบียนรถประเภท รย.17/18 กับกรมการขนส่งทางบกให้เรียบร้อยภายในวันที่ 28 ก.พ. 2569 และนำรถไปเปลี่ยนสถานะเป็นรถสาธารณะให้ครบถ้วนภายในช่วงวันที่ 1 - 30 มี.ค.นี้ สภาผู้บริโภคเสนอมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31 มี.ค.
นายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค ให้ข้อมูลว่า เดิมประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) เรื่อง การดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ประเภทบริการรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสารสาธารณะ ที่มีลักษณะเฉพาะตามมาตรา 18 (3) ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (DPS) ซึ่งกำหนดให้แพลตฟอร์มเรียกรถ ให้บริการเฉพาะผู้ขับที่มีรถจดจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะและมีใบอนุญาตขับรถสาธาธารณะ
รวมทั้งจัดให้มีระบบยืนยันตัวตน ตรวจสอบข้อมูลผู้ขับ กำกับดูแล ค่าบริการ และรายงานผลการดำเนินการนั้น มีผลบังคับไช้ตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค. แต่มีข้อร้องเรียนจากผู้ขับเกี่ยวกับอุปสรรคในการนำรถเข้าสู่การจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะ ทั้งขั้นตอนระยะเวลาและต้นทุน ส่งผลให้ผู้ขับบางส่วนไม่สามารถดำเนินการได้ทันกำหนด ETDA และ ขบ. จึงกำหนดมาตรการช่วยเหลือและขยาย กรอบระยะเวลาการดำเนินการออกไปถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และ 31 มี.ค.
นายคงศักดิ์ ให้ความเห็นว่า การขยายระยะเวลาบังคับใช้มาตรการอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดเพียงเรื่องค่าบริการหรือการยกเลิกงาน แต่ยังครอบคลุมถึง ความปลอดภัยของผู้โดยสาร โดยเฉพาะกรณีรถที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นรถสาธารณะ ซึ่งอาจไม่มีการตรวจสภาพรถหรือการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขับอย่างเพียงพอ
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับ รวมถึงกรณีอุบัติเหตุหรือเหตุอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่ยังไม่ชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มอย่างเป็นระบบ
“แม้การเลื่อนกำหนดบังคับใช้มาตรการจะมีเป้าหมายเพื่อให้แพลตฟอร์มและผู้ขับรถมีเวลาปรับตัวและดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากไม่มีมาตรการเรื่องความปลอดภัยและคุ้มครองผู้โดยสารที่ชัดเจน ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงและกระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยเฉพาะกรณีที่ยังมีไรเดอร์บางส่วนที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นรถสาธารณะหรือไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด” นายคงศักดิ์ระบุ
นายคงศักดิ์ กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่กำหนดให้รถและผู้ขับต้องขึ้นทะเบียนเป็นรถสาธารณะอย่างถูกต้อง อาจทำให้จำนวนรถที่สามารถให้บริการได้ตามเงื่อนไขลดลงในระยะสั้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความเพียงพอของบริการ ระยะเวลารอคอย และภาระค่าใช้จ่ายของผู้ใช้บริการ หากไม่มีการบริหารจัดการที่เหมาะสม
อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่ผู้ให้บริการบางรายอาจหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือเกิดการให้บริการนอกระบบในช่วงรอยต่อและหลังการบังคับใช้มาตรการ ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญกับความเสี่ยงโดยขาดหลักประกันด้านความปลอดภัยและความรับผิดชอบที่ชัดเจน
สภาผู้บริโภค จึงมีข้อเสนอต่อกรมการขนส่งทางบก และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ดังต่อไปนี้
1) จัดทำและเผยแพร่แผนบริหารจัดการช่วงรอยต่อและภายหลังครบกำหนดวันที่ 31 มี.ค. นี้ ต่อสาธารณะอย่างชัดเจน โดยกำหนดกรอบเวลาและแนวทางจัดการรถและผู้ขับที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย พร้อมรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบังคับใช้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม
2) กำหนดให้แพลตฟอร์มแสดงสถานะการขึ้นทะเบียนของรถและผู้ขับแก่ผู้โดยสารก่อนยืนยืนยันการใช้บริการ โดยข้อมูลต้องถูกต้องเป็นปัจจุบัน และเข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจ บนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน
3) กำหนดมาตรการคุ้มครองผู้โดยสารในช่วงเปลี่ยนผ่านเพิ่มเติมจากความคุ้มครองตามกฎหมาย รถยนต์ภาคบังคับ โดยเฉพาะกรณีอุบัติเหตุร้ายแรงหรือเหตุอาชญากรรม พร้อมจัดให้มีกลไกรับเรื่องร้องเรียนและการเยียวยาที่โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค
4) กำหนดมาตรการป้องกันการให้บริการนอกระบบหรือการหลีกเลี่ยงกฎหมายอย่างจริงจัง โดยใช้การตรวจสอบผ่านระบบดิจิทัลควบคู่กับการกำกับเชิงรุก และเปิดเผยผลการดำเนินการต่อสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคต้องแบกรับความเสี่ยงจากช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย
5) กำหนดกลไกประเมินและติดตามผลกระทบเรื่องความเพียงพอของจำนวนรถ ระยะเวลารอคอยและระดับค่าบริการทั้งก่อนและหลังการปิดระบบขึ้นทะเบียน เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการรองรับได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ลดทอนมาตรฐานความปลอดภัยและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้
