เมื่อ : 03 ส.ค. 2568

 
​สภาผู้บริโภคเปิดเผยผลงานปี 67 ต่อวุฒิสภา ผลักดันนโยบายใหม่ที่ช่วยปกป้องผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองที่เข้มแข็งมากขึ้น  โดยในรอบ 4 ปี ช่วยเหลือผู้บริโภคกว่า 65000 คน คืนสิทธิและเยียวยาความเสียหายรวม 633 ล้านบาท พร้อมเสนอแก้กฎหมายผู้บริโภค 3 ฉบับหลัก ทั้ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ร.บ.อาหาร และ ร่างความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า ร่วมลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับสิทธิผู้บริโภคไทย

สภาผู้บริโภค นำโดยน.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสภาผู้บริโภค เข้าแถลงผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2567 ต่อที่ประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 7 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันที่ 29 ก.ค. เพื่อเน้นย้ำบทบาทและผลประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับจากการทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคตลอดปีที่ผ่านมา พร้อมสร้างระบบที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาส แม้มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณอยู่บ้าง

ผู้บริโภคเข้าถึงความเป็นธรรมกว่า 6 หมื่นคนใน 4 ปี

​น.ส.บุญยืน กล่าวว่า สภาผู้บริโภคเกิดจากการรวมตัวของ 151 องค์กรผู้บริโภค และได้รับสถานะตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 353 องค์กรใน 58 จังหวัด ขับเคลื่อนภารกิจผ่านหน่วยงานประจำจังหวัด 20 แห่ง และหน่วยงานเขตพื้นที่ 4 เขต โดยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา มีผู้บริโภคกว่า 65000 คนได้รับการช่วยเหลือ มีคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมกว่า 280 คดี และสามารถชดเชยเยียวยาความเสียหายให้ผู้บริโภคได้รวมมูลค่ากว่า 633 ล้านบาท


​“สิ่งที่ประชาชนได้จากสภาผู้บริโภค คือความหวัง และโอกาสที่จะเข้าถึงความเป็นธรรมในสังคม” น.ส.บุญยืน ระบุ

ในปี 2567 ที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคได้รับงบประมาณจากรัฐจำนวน 169 ล้านบาท แต่สามารถเจรจาไกล่เกลี่ยข้อร้องเรียนจนคืนสิทธิให้ประชาชนคิดเป็นมูลค่ารวม 252 ล้านบาท ซึ่งแสดงถึงความคุ้มค่าของการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภค และสะท้อนบทบาทที่สำคัญของสภาผู้บริโภคในฐานะกลไกหลักด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศ
 

คดีเด่น - นโยบายสำคัญ: ฟ้องกลุ่มซัมซุง-เปิดก่อนจ่าย-เรียนฟรี

 

​ด้านน.ส.สารี เปิดเผยว่า ปี 2567 มีการดำเนินคดีเพื่อผู้บริโภคจำนวน 77 คดี คิดเป็นทุนทรัพย์รวม 80 ล้านบาท หนึ่งในคดีที่ได้รับความสนใจคือ กรณีกลุ่มผู้บริโภคที่พบปัญหา “หน้าจอเส้นเขียว” บนโทรศัพท์มือถือซัมซุง ซึ่งนำไปสู่การรวมกลุ่มฟ้องและการเยียวยาได้สำเร็จ นับเป็นตัวอย่างของการใช้กลไก คดีแบบกลุ่มเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค

 

​ภารกิจหลักของสภาผู้บริโภคในปีที่ผ่านมาแบ่งออกเป็น 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) การช่วยเหลือผู้บริโภคแบบรายกรณี 2) การดำเนินคดีเพื่อคุ้มครองสิทธิ 3) การผลักดันนโยบายสาธารณะ และ 4) การพัฒนาเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคในระดับจังหวัด โดยมีกรณีคดีเด่นอย่างคดีหน้าจอเส้นเขียวของโทรศัพท์มือถือซัมซุง ซึ่งเป็นคดีแบบกลุ่มที่สามารถผลักดันให้มีการเยียวยาผู้เสียหายได้อย่างมีนัยสำคัญ


​ในภาพรวมของปัญหาที่ประชาชนเผชิญ สภาผู้บริโภค พบว่า 3 กลุ่มปัญหาหลักที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด ได้แก่ 1. ภัยทุจริตทางการเงิน เช่น การโอนเงินผิดบัญชี/ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ 2. การผิดสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ และ 3. สินค้าที่ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์

​จากปัญหาที่เกิดขึ้น สภาผู้บริโภคได้ผลักดันนโยบายเชิงระบบถึงคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 41 เรื่อง ใน 9 ด้านหลักที่สภาผู้บริโภคดำเนินงานอยู่ โดยมีความก้าวหน้าหลายประการ เช่น กฎหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเปิดดูสินค้าได้ก่อนจ่ายเงิน กรณีเก็บเงินปลายทาง ผ่านมาตรการส่งดี เพื่อป้องกันปัญหาซื้อของออนไลน์แล้วไม่ได้ของ หรือได้ของไม่ตรงปก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เอ็ตด้า (ETDA) เป็นอย่างดี 

 

รวมถึงมาตรการหน่วงเงินก่อนโอนเงิน (Delayed transaction) สำหรับการโอนเงินที่เสี่ยงต่อการถูกมิจฉาชีพหลอกลวง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ธนาคารตั้งระบบเตือนความเสี่ยง พร้อมระงับบัญชีต้องสงสัย (บัญชีม้า) เช่น บัญชีม้าดำ ม้าเทา และบัญชีสีน้ำตาล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงดีอี และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)


​สภาผู้บริโภคยังเสนอให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยกเลิกการแนบลิงก์ใน SMS จากหน่วยงานหรือภาคธุรกิจ เนื่องจากปัจจุบันยังพบว่ามิจฉาชีพสามารถปลอมชื่อผู้ส่ง (Sender Name) ได้ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากถูกหลอกให้คลิกลิงก์และสูญเสียเงิน ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกแนวทางให้ธนาคารต่าง ๆ ห้ามแนบลิงก์ใน SMS แล้ว


​ในด้านการศึกษานั้น สภาผู้บริโภคได้ร่วมกับภาคีผลักดันให้เด็กที่ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม สามารถเรียนฟรี 15 ปีได้จริง พร้อมได้รับใบประกาศนียบัตรแม้ยังไม่ชำระค่าเทอม ซึ่งช่วยลดอุปสรรคในการศึกษาต่อและสมัครงาน โดยมีการร้องเรียนเรื่องนี้จากหลายจังหวัด
​นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับโรงเรียนหลายแห่งในการออกแบบระบบรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย โดยจัดตั้งโรงเรียนต้นแบบ มีการจัดทำมาตรฐานและกลไกตรวจสอบ ซึ่งสามารถขยายผลในอนาคตได้อย่างกว้างขวาง

เสนอแก้กฎหมาย-เดินหน้าความร่วมมือทุกภาคส่วน


​น.ส.สารียังกล่าวถึงการผลักดันกฎหมาย 3 ฉบับสำคัญ ได้แก่

​1. พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ที่บังคับใช้มาอย่างยาวนาน ขณะที่สิทธิผู้บริโภคยังก้าวไม่ทันหลาย ๆ ประเทศ ที่นำสิทธิผู้บริโภคสากลมาใช้ ซึ่งทำให้ขณะนี้ยังไม่ครอบคลุมสิทธิผู้บริโภคด้านสิ่งแวดล้อมหรือสิทธิด้านข้อมูลส่วนบุคคลที่ยังเป็นความท้าทายสำหรับผู้บริโภคไทย รวมถึงตัวกฎหมายยังไม่มีตัวแทนผู้บริโภค อีกทั้งยังไม่มีระบบดิจิทัลรองรับในตัวบทกฎหมายสวนทางกับยุคดิจิทัลที่ก้าวไปข้างหน้า

 

​2. พ.ร.บ.อาหาร ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารได้ทันที ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องบริโภคอาหารที่อาจปนเปื้อนสารเคมีโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน เช่น อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ซึ่งข้อมูลจากกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค ของวุฒิสภาที่ไปตรวจสอบผักและผลไม้ ระบุว่าอาหารถึง 70% ไม่ปลอดภัย และตกมาตรฐาน สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้มี “วันเดย์แล็บ (One Day Lab)” หรือห้องแล็บที่สามารถตรวจสอบสารเคมีได้ภายใน 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งผลักดันให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับงบประมาณที่เพียงพอในการตรวจสอบ

 

​3. ร่างความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า หรือกฎหมายเลมอน ลอว์ (Lemon Law) เป็นกฎหมายใหม่ที่เสนอให้ผู้บริโภคมีสิทธิ “คืนเงินหรือเปลี่ยนสินค้าใหม่” หากพบว่าสินค้าเกิดปัญหาหรือชำรุดจากการผลิตภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ ซึ่งแนวคิดนี้มีใช้แล้วในประเทศอย่างสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันร่างกฎหมายฉบับนี้ได้บรรจุเข้าสู่กระบวนการของรัฐสภาแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาแล้ว


​ขณะที่ในเวทีความร่วมมือคุ้มครองผู้บริโภคระหว่างประเทศ สภาผู้บริโภคมีบทบาทร่วมกับองค์กรผู้บริโภคในกลุ่มอาเซียน 3 รวมถึงอีก 2 ประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้ และ ฮ่องกง เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI โดยส่งเสริมความร่วมมือข้ามประเทศ เช่น หากนักท่องเที่ยวจากไทยประสบปัญหาซื้อของไร้มาตรฐานในฮ่องกง องค์กรผู้บริโภคของฮ่องกงสามารถช่วยเหลือได้ และในทางกลับกันหากนักท่องเที่ยวเจอปัญหาในไทย สภาผู้บริโภคก็สามารถให้ความช่วยเหลือได้เช่นกัน

 

​อย่างไรก็ตาม สภาผู้บริโภคยังคงเผชิญปัญหาการลดงบประมาณอย่างต่อเนื่อง ปี 2564 เคยได้รับ 350 ล้านบาท แต่ในปี 2569 ได้รับเพียง 127 ล้านบาท และไม่ผ่านการแปรญัตติเพิ่มจากรัฐสภา แม้ภารกิจการคุ้มครองผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน


​ในระยะยาว สภาผู้บริโภควางเป้าหมายในการผลักดันแนวคิด “เมืองที่เป็นธรรม” ซึ่งเป็นเมืองที่ประชาชนไม่จำเป็นต้องมีรถยนต์ก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย มีระบบขนส่งสาธารณะที่ทั่วถึง ค่าโดยสารไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ และไม่กระจุกตัวอยู่แต่ในกรุงเทพฯ ยกตัวอย่างเช่นรูปธรรมจากการผลักดันของสภาผู้บริโภค ในภูเก็ต มีการจัดซื้อรถโดยสารไฟฟ้ากว่า 10 คัน หรือในพื้นที่อย่างกาญจนบุรีและสุขสวัสดิ์ ก็มีโครงการนำร่องที่พร้อมขยายผล


​“เราอยากเห็นสภาผู้บริโภคเป็นสภาพลเมืองที่แท้จริง ซึ่งจะมีกลไกที่ช่วยลดความเสียหายจากภัยมิจฉาชีพในการซื้อขายออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงการทำให้เด็กทุกคนได้เรียนฟรีและได้รับใบประกาศนียบัตรเพื่อการทำงานหรือศึกษาต่อโดยไม่มีอุปสรรคเรื่องค่าเทอม พร้อมหวังจะขยายกลไกช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุม 77 จังหวัด และสร้างเมืองที่ดีสำหรับผู้บริโภค ด้วยบริการขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพและราคาเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด” น.ส. สารี กล่าว พร้อมขอบคุณสมาชิกวุฒิสภาทุกท่านที่ให้การสนับสนุนการทำงานของสภาผู้บริโภค

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ