เมื่อ : 29 ต.ค. 2569

อ่างเก็บน้ำคลองลำกงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หนุนเกษตรกรเพชรบูรณ์ใช้พื้นที่หลังนาให้เกิดประโยชน์ 
ปลูกถั่วเขียวพันธุ์ KUML 4 ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม ใช้น้ำน้อย แถมต้นและใบเป็นปุ๋ยพืชสด ช่วยบำรุงดินและลดการใช้ปุ๋ยเคมี

จากแหล่งน้ำที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้ภาคเกษตร สู่โอกาสสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกร อ่างเก็บน้ำคลองลำกงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หนองไผ่ จ้ะ.เพชรบูรณ์ สนับสนุนพื้นที่เกษตรกรรมในฤดูฝนประมาณ 50000 ไร่ และฤดูแล้งประมาณ 22000 ไร่ ช่วยให้เกษตรกรมีน้ำวางแผนการเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสม พร้อมต่อยอดสู่การปลูกถั่วเขียวหลังนาเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน สะท้อนผลสำเร็จของการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างยั่งยืน
 

นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมด้วยม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี รองประธานกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นางสุพร ตรีนรินทร์ รองประธานอนุกรรมการฯ และคณะอนุกรรมการฯ เดินทางไปติดตามผลการดำเนินงานโครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำกงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หนองไผ่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าด้านการบริหารจัดการน้ำ การฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ และผลสำเร็จในการนำทรัพยากรน้ำมาสร้างอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
 

นางนันทพร ทองอินทร์ เกษตรจ.เพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า อ่างเก็บน้ำคลองลำกงเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเพาะปลูกในพื้นที่ โดยฤดูฝนมีพื้นที่เกษตรกรรมได้รับประโยชน์ประมาณ 50000 ไร่ และฤดูแล้งประมาณ 22000 ไร่ เกษตรกรสามารถปลูกพืชได้หลากหลาย ทั้งข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ไม้ผล ไม้ยืนต้น และพืชผัก ขณะที่หลังเก็บเกี่ยวข้าวสามารถปรับพื้นที่มาปลูกพืชใช้น้ำน้อย โดยเฉพาะถั่วเขียว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินและสร้างรายได้ต่อเนื่องตลอดปี


เมื่อมีแหล่งน้ำที่ช่วยสร้างความมั่นใจในการเพาะปลูก เกษตรกรจึงรวมกลุ่มพัฒนาเป็นแปลงใหญ่ถั่วเขียว และได้รับการส่งเสริมให้ปลูกถั่วเขียวผิวมันพันธุ์ KUML 4 ซึ่งมีจุดเด่นด้านเมล็ดขนาดใหญ่ เป็นที่ต้องการของตลาด เหมาะสำหรับแปรรูปเป็นวุ้นเส้นและถั่วงอก อีกทั้งฝักไม่แตกดีดง่ายเมื่อแก่ ช่วยลดความสูญเสียระหว่างการเก็บเกี่ยว


ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรได้พัฒนาจากการผลิตถั่วเขียวเพื่อจำหน่ายเป็นผลผลิตทั่วไป สู่การผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพเพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรรายอื่น โดยมีหน่วยงานภาครัฐสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิต ตลอดจนการคัดแยกสิ่งเจือปนและควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต
จากข้อมูลราคาที่ได้รับ ถั่วเขียวทั่วไปจำหน่ายประมาณ 25–30 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่เมล็ดพันธุ์สามารถจำหน่ายได้ประมาณ 40–50 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพและตลาดรับซื้อ

นายเสกสรร นวนปัน สมาชิกแปลงใหญ่ถั่วเขียวต.ท่าแดง กล่าวว่า กลุ่มมีสมาชิกประมาณ 30 คน มีพื้นที่เพาะปลูกรวมกว่า 400 ไร่ โดยตนปลูกถั่วเขียวพันธุ์ KUML 4 จำนวน 95 ไร่ และมีประสบการณ์ปลูกอย่างต่อเนื่องประมาณ  9 ปี ปัจจุบันเน้นผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพเพื่อจำหน่าย เนื่องจากมีโอกาสสร้างรายได้ดีกว่าการขายเมล็ดถั่วเขียวทั่วไป ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 280–300 กิโลกรัมต่อไร่ ใช้เวลาปลูกระยะสั้นเพียง 65–70 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ อีกทั้งยังได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ช่วยพัฒนากระบวนการผลิตและรักษาคุณภาพผลผลิตให้ดียิ่งขึ้น


“ที่เลือกผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์มากกว่าผลิตไปขายทั่วไป เพราะทำให้มีรายได้ดีกว่า ราคาต่างกันประมาณ 5–10 บาทต่อกิโลกรัม ผมมีพื้นที่ปลูก 95 ไร่ เริ่มปลูกถั่วเขียวพันธุ์ KUML 4 ตั้งแต่จบปริญญาตรี เพราะเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดีและต้านทานเชื้อรา หากขายเป็นถั่วเขียวทั่วไปจะอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 30 บาท ส่วนเมล็ดพันธุ์คุณภาพที่ผ่านการคัดเลือกสามารถขายได้ในราคาสูงกว่า โดยที่ผ่านมาเคยขายได้กิโลกรัมละ 40 บาท ข้อดีอีกอย่างของถั่วเขียวคือใช้น้ำน้อย ใช้เวลาปลูกไม่นาน และหลังเก็บเกี่ยว ต้นกับใบยังสามารถนำมาเป็นปุ๋ยพืชสด ช่วยปรับปรุงบำรุงดินสำหรับการทำนารอบต่อไป ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และช่วยให้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้คุ้มค่ามากขึ้น”  นายเสกสรร กล่าว

นายเสกสรร กล่าวเพิ่มเติมว่า การมีแหล่งน้ำจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริช่วยให้เกษตรกรมั่นใจในการปลูกถั่วเขียวหลังนาซึ่งเป็นพืชใช้น้ำน้อย โดยสามารถให้น้ำในช่วงเริ่มปลูกเพื่อรักษาความชื้นในดิน และดูแลแปลงตามสภาพอากาศและความเหมาะสมของพื้นที่ ช่วยลดต้นทุนด้านน้ำและเพิ่มโอกาสสร้างรายได้หลังฤดูทำนา


โครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำกงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานพระราชดำริให้พิจารณาเก็บกักน้ำบริเวณตอนบนของลำน้ำสาขาแม่น้ำป่าสัก เพื่อสนับสนุนการเกษตรและช่วยป้องกันบรรเทาอุทกภัย ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ไม่เพียงเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับการเพาะปลูก แต่ยังช่วยบรรเทาน้ำท่วมบริเวณสองฝั่งลำน้ำกงและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดเพื่อการบริโภคและสร้างรายได้เสริมให้ประชาชน

 

ทั้งนี้ กรมชลประทานมีแผนพัฒนาต่อยอดโครงการ โดยก่อสร้างระบบส่งน้ำและเพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำอีก 6 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อขยายพื้นที่รับประโยชน์เพิ่มขึ้นประมาณ 6000 ไร่ รวมทั้งรองรับความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการประปาในอำเภอหนองไผ่ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

ความสำเร็จของเกษตรกรแปลงใหญ่ถั่วเขียวจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อมีแหล่งน้ำ
ที่เหมาะสมและได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการเกษตร เกษตรกรสามารถต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้อย่างเป็นรูปธรรม จากการปลูกพืชหลังนา สู่การผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ สร้างรายได้ ลดต้นทุน และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน นับเป็นอีกหนึ่งผลสัมฤทธิ์ของการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริ ที่มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ