“อนุสรณ์ ธรรมใจ” ประเมินไทยพลาดโอกาสผลักดัน “เงินบาท” เป็นเงินสกุลหลักภูมิภาค มอง เป้าหมายศูนย์กลางทางการเงินของไทยยังเป็นไปไม่ได้หากแก้ทุนเทาฟอกเงินไม่ได้ ความมั่นคงทางไซเบอร์อ่อนแอ ทุจริตรั่วไหลมาก การบังคับใช้กฎหมายมีปัญหา
ไอเอ็มเอฟเตือนหนี้สาธารณะและโตรั้งท้ายอาเซียน เศรษฐกิจ AI เพิ่มผลิตภาพต้องมาพร้อมลดเหลื่อมล้ำและรับมือพลวัตตลาดแรงงาน ไทยต้องออกจากการฟื้นฟูเศรษฐกิจแบบ K Shape ต้องรับฟัง “แนวทางพัฒนา” ของกลุ่มภาคประชาสังคมด้วย เพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ ภาคการเงินและการลงทุน อย่างมีดุลยธรรม
วันที่ 18 ต.ค. รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า การเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลกของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟครั้งแรกในรอบ 35 ปีของไทย คือ “โอกาสทางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ” และ การวางสถานะทางยุทธศาสตร์ของไทยในระบบการเงินและระบบการลงทุนของโลก
น่าเสียดายที่รัฐบาลยังขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศแบบเดิมๆ จำกัดอยู่เพียงมิติของการส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยว การบริการ หรือการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ทั้งที่เราควรใช้การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้เป็น “สปริงบอร์ดเชิงนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ” เพื่อส่งสัญญาณอย่างเป็นทางการต่อประชาคมการเงินระหว่างประเทศว่าไทยมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เสถียรภาพ และเจตจำนงทางการเมืองในการยกระดับประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก (Global Financial Hub)
พร้อมขับเคลื่อนให้เงินบาทก้าวขึ้นมาทำหน้าที่เป็นสกุลเงินหลักด้านการค้า การลงทุน และการชำระบัญชีในระดับภูมิภาค นี่คือกลไกสำคัญที่จะพาประเทศเราก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูงภายในทศวรรษหน้า
นอกจากนี้ ต้องวางสถานะของประเทศให้ก้าวข้ามพ้นการเป็นเพียง สมาชิกธรรมดา ของ ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ สู่การเป็น สมาชิกที่มีบทบาทสำคัญที่สามารถกำหนดกำหนดทิศทางและนโยบายของสถาบันโลกบาลเหล่านี้ ก้าวจาก “ประเทศทุนนิยมชายขอบ” สู่การเป็น “ประเทศสำคัญ” ที่มีบทบาทต่อทุนนิยมโลกาภิวัตน์เพิ่มขึ้น
แต่ไทยได้พลาดโอกาสในการผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างมีกุศโลบายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ไทยอาจได้ประโยชน์จากการประชุมในมิติภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ การท่องเที่ยว และ การเป็นศูนย์กลางในการจัดประชุม แต่เรายังใช้ประโยชน์จากการประชุมไม่คุ้มค่างบประมาณในการจัดงาน จึงขอเสนอให้รัฐบาลได้ดำเนินการขับเคลื่อนวาระสำคัญเพิ่มเติมต่อจากการประชุมครั้งนี้ ดังนี้
1. ต้องมีการดำเนินการต่อหลังการประชุม World Bank-IMF 2026 ด้วยการ ต่อยอด “พิมพ์เขียวกรุงเทพ” (Bangkok Blueprint) ผลักดันให้กรุงเทพฯ ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการเงินของภูมิภาค ตั้งเป้าหมายกลับเข้าสู่ 20 อันดับแรกของดัชนีศูนย์กลางการเงินโลก พร้อมเปิดเสรีภาคบริการการเงินอย่างมียุทธศาสตร์ ยกระดับบุคลากรการเงินทักษะสูง และวางโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินและธรรมาภิบาลให้ได้มาตรฐานสากล แก้ทุนเทาฟอกเงินให้เบ็ดเสร็จ สร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ ลดการทุจริตรั่วไหล การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม มอง เป้าหมายศูนย์กลางทางการเงินของไทยยังเป็นไปไม่ได้หากแก้ทุนเทาฟอกเงินไม่ได้ ความมั่นคงทางไซเบอร์อ่อนแอ ทุจริตรั่วไหลมาก การบังคับใช้กฎหมายมีปัญหา
2. ผลักดัน “เงินบาท” ให้เป็นสกุลเงินสำคัญในการค้าและการลงทุนของภูมิภาค เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนและการพึ่งพาเงินดอลลาร์ ด้วยการขยายการชำระเงินด้วยสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency Settlement) การเชื่อมระบบชำระเงินอาเซียน และความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยของการเงินดิจิทัล ซึ่งสอดรับกับวาระการเงินดิจิทัลเพื่อคนรายได้น้อยที่ฝ่ายไทยผลักดันในเวทีนี้ ประเทศไทยต้องใช้โอกาสที่ระบบการเงินระหว่างประเทศกำลังเผชิญกับการปรับสมดุลและกระจายความเสี่ยงด้านทุนสำรอง นำเสนอแนวทางพัฒนา “เงินบาท” สู่การเป็นสกุลเงินหลักที่มีเสถียรภาพสูงในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (CLMVT) และประชาคมอาเซียน โดยการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนแบบทันที (Cross-border QR Payment) การพัฒนาเงินตราดิจิทัลสำหรับการชำระบัญชีค้าส่ง (Wholesale CBDC) และการส่งเสริมให้การค้าระหว่างประเทศ
รวมถึงการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนในระดับภูมิภาคหันมาใช้เงินบาทเป็นสกุลเงินอ้างอิงและชำระบัญชี การเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดต้นทุนและป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้า แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการเงินที่ยืดหยุ่น ลดการพึ่งพาสกุลเงินมหาอำนาจหลักแบบผูกขาด และสร้างเกราะคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันอย่างเด็ดขาดและเร่งด่วนคือสร้างความเชื่อมั่นในระดับโครงสร้าง ด้วยการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
รัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติต้องเร่งแก้ไขกฎหมายเพื่อกำหนดความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างสถาบันการเงินและผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมในการชดใช้ความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อบีบให้เกิดการลงทุนในระบบป้องกันขั้นสูงอย่างจริงจัง และต้องสั่งการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ฯ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ประสานกำลังปราบปรามเครือข่ายขบวนการสแกมเมอร์คอลเซ็นเตอร์ องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ช่องทางธนาคารในการฟอกเงินอย่างเด็ดขาด เพราะไม่มีศูนย์กลางการเงินระดับโลกแห่งใดสามารถเติบโตได้บนระบบที่ขาดความปลอดภัย ความโปร่งใส และขาดธรรมาภิบาลภาคการเงิน
3. เร่งปฏิรูปตลาดทุนและธรรมาภิบาล ยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย คุ้มครองนักลงทุน และเดินหน้าปฏิบัติตามเงื่อนไขการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกศักยภาพการเติบโตของไทยให้หลุดพ้นจากกับดักการเติบโตต่ำเป็นเวลายาวนาน
4. วางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และกระจายประโยชน์จากคลื่น AI ให้ถึงประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย (SME) เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยหล่นจากกลุ่ม “ผู้ได้ประโยชน์” ไปเป็นผู้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เศรษฐกิจ AI เพิ่มผลิตภาพต้องมาพร้อมลดเหลื่อมล้ำและรับมือพลวัตตลาดแรงงานได้อย่างเหมาะสม ไทยต้องออกจากการฟื้นฟูเศรษฐกิจแบบ K Shape ต้องรับฟัง “แนวทางพัฒนา” ของกลุ่มภาคประชาสังคมด้วย เพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ ภาคการเงินและการลงทุน อย่างมีดุลยธรรม สนับสนุนการประยุกต์ใช้ AI ระดับปฏิบัติการมาช่วยเพิ่มผลิตภาพให้เกษตรกร ครู และบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมทั้งวางระบบป้องกันความเสี่ยงด้านการจ้างงาน
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า รายงาน IMF บนเวทีประชุมประจำปีที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ตอกย้ำเศรษฐกิจไทยปีนี้โตต่ำเรื้อรังเพียง 2.1% เกือบรั้งท้ายเอเชีย ปีหน้าอาจขยายตัวเพียง 2.4% โตช้ากว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน เวียดนามทิ้งห่างเกือบ 4 เท่า มีการเตือนปัญหาหนี้สาธารณะและข้อจำกัดฐานะทางการคลังที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกขาดดุลจากภาระนำเข้าพลังงาน การที่ ไอเอ็มเอฟเตือนหนี้สาธารณะและไทยโตรั้งท้ายอาเซียน แต่เป็นระดับที่ต่ำและทรงตัวต่อเนื่อง
สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ “โตต่ำเรื้อรัง” เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ใช่การสะดุดชั่วคราวการที่ตัวเลขภาคส่งออกเติบโตมากกว่าเป้าหมาย เป็นผลจากการขยายตัวอย่างมากของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในห่วงโซ่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) บวกกับ ผลกระทบการทวีคูณของอัตราแลกเปลี่ยนอันเป็นผลจากการแข็งค่าอย่างมากของเงินหยวน การเติบโตมากขึ้นของภาคส่งออก ไม่ได้ส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากของไทย การฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากถูกกระทบอย่างแรงจากอุทกภัยซ้ำเติมให้ภาวะเศรษฐกิจมีความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นอีกจากการฟื้นตัวเป็นรูป K-Shape อัตราการเติบโตของไทยเกือบต่ำที่สุดในเอเชียขณะที่กลุ่มประเทศเอเชียเกิดใหม่และกำลังพัฒนาเติบโตเฉลี่ยราว 5.1% ไทยจึงโตไม่ถึงครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยภูมิภาค
ขณะที่ทาง ธนาคารโลก ชูยุทธศาสตร์ใช้เครื่องมือลดความเสี่ยงและการค้ำประกัน เพื่อดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาพลังงาน เกษตรกรรม สุขภาพ และธุรกิจขนาดเล็ก (MSME) และ เตือน ผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน ข้อเสนอของธนาคารโลกนั้น รัฐบาลต้องดำเนินการโดยบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวงให้มากกว่าเดิม และ ต้องมีเจตจำนงเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ มากกว่า ผลประโยชน์ทางการเมือง หรือ การถอนทุนทางการเมือง
สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน กล่าวด้วยว่า ต้องรับฟัง “แนวทางพัฒนา” ของกลุ่มภาคประชาสังคมด้วย เพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ ภาคการเงินและการลงทุน อย่างมีดุลยธรรม การเปิดให้มีการส่วนร่วม และ การชุมนุมเรียกร้องหรือประท้วงอย่างสันติเป็นความงดงามของระบอบประชาธิปไตย ขอเสนอของภาคประชาสังคม ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการกู้เงินเพื่อลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการระบายน้ำหลากชัยนาทป่าสัก-อ่าวไทย ต้องประเมินกระทบสิ่งแวดล้อมและผลต่อวิถีชีวิตของประชาชน ประโยชน์อันเกิดการจากการพัฒนาโครงการต้องมีการจัดการให้เกิดความเป็นธรรม
การป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นสวรรค์ของการฟอกเงินและเครือข่ายสแกมเมอร์ระหว่างประเทศ การลงทุนทางด้านพลังงานสะอาดและตลาดคาร์บอนเครดิตต้องมีการลดภาวะโลกร้อนอย่างจริงจังและไม่แย่งยึดที่ดินทำกินของชาวบ้าน เร่งรัดการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและภาวะหนี้ท่วมหัวของภาคครัวเรือน เป็นต้น ไทยต้องออกจากการฟื้นฟูเศรษฐกิจแบบ K Shape ต้องรับฟัง “แนวทางพัฒนา” ของกลุ่มภาคประชาสังคมด้วย เพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ ภาคการเงินและการลงทุน อย่างมีดุลยธรรม
