“แก้มลิง” ทางรอดวิกฤตอุทกภัยในยุคสภาพอากาศแปรปรวน
ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสายจนกลายเป็นมวลน้ำหลาก ภาพระดับน้ำที่เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ทำกิน สร้างความสูญเสียและทิ้งรอยน้ำตาไว้ให้ผู้คนเสมอ “น้ำ” ที่เคยเป็นดั่งสายธารหล่อเลี้ยงชีวิต เมื่อมีมากเกินไปและไร้การจัดการที่เหมาะสม ก็อาจพลิกผันกลายเป็นภัยพิบัติได้ในพริบตา
ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
บรมนาถบพิตร ทรงตระหนักถึงปัญหาเรื่อง “น้ำ” อย่างลึกซึ้ง ภาพที่คนไทยคุ้นชิน คือภาพที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินบุกป่าฝ่าดง พร้อมแผนที่ในพระหัตถ์ หยาดพระเสโทที่หลั่งรินรดแผ่นดินไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะหาทางออกให้พสกนิกรรอดพ้นจากความทุกข์เข็ญ และหนึ่งในแนวพระราชดำริที่เปรียบดั่ง “ปาฏิหาริย์แห่งการจัดการน้ำ” และได้รับการยกย่องไปทั่วโลกก็คือ... “โครงการแก้มลิง”
ถอดรหัส ”แก้มลิง” จากธรรมชาติสู่วิศวกรรม ที่หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องเป็น ”ลิง”?
แนวคิดนี้เริ่มมาจากพระอัจฉริยภาพที่ทรงสังเกตพฤติกรรมของลิงเวลาที่ได้รับกล้วยหรืออาหารจำนวนมาก ลิงจะไม่เคี้ยวกลืนลงไปในทันที แต่จะเก็บตุนอาหารเหล่านั้นไว้ที่ “กระพุ้งแก้ม” จนเต็ม แล้วจึงค่อย ๆ นำออกมาเคี้ยวกินในภายหลัง
เมื่อนำธรรมชาติของลิงมาประยุกต์ใช้กับ “น้ำ” แก้มลิงจึงหมายถึง การสร้างหรือจัดหาพื้นที่สำหรับพักน้ำชั่วคราว (Re-tention Area) ในช่วงที่มวลน้ำหลากมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง เพื่อตัดยอดน้ำไม่ให้ทะลักเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจหรือแหล่งชุมชน จากนั้นเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำหรือคลองสายหลักลดลง จึงค่อย ๆ ระบายน้ำออกจากแก้มลิงอย่างเป็นจังหวะ
“แก้มลิง ไม่ใช่การสร้างกำแพงเพื่อต่อต้านน้ำ แต่คือการเปิดทางและหาที่พักพิงให้น้ำอย่างเข้าใจ”
เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา คือ หัวใจของการจัดการที่ยั่งยืน
สิ่งที่ทำให้แนวพระราชดำริเรื่องแก้มลิงนี้ทรงคุณค่า คือการประยุกต์ใช้ที่สอดคล้องกับ “ภูมิสังคม” แก้มลิงไม่จำเป็นต้องเป็นอ่างเก็บน้ำคอนกรีตขนาดใหญ่เสมอไป แต่สามารถประยุกต์ใช้กับพื้นที่ธรรมชาติที่มีอยู่เดิม เช่น บึง หนอง คลอง สระน้ำ หรือแม้แต่พื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อช่วยลดความรุนแรงของน้ำในช่วงวิกฤต ขณะเดียวกันยังสามารถบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์ในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงลักษณะพื้นที่ความต้องการของประชาชน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมเป็นสำคัญ
หัวใจสำคัญ คือ “การเข้าใจพื้นที่ก่อนพัฒนา” ต้องรู้เส้นทางน้ำไหล รู้ลักษณะภูมิประเทศ และความต้องการของชุมชน เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาจุดหนึ่ง กลายเป็นการผลักภาระไปสู่อีกจุดหนึ่ง เพื่อให้แนวพระราชดำรินี้เกิดผลสัมฤทธิ์ สำนักงาน กปร. (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการประสานงาน เชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งกรมชลประทาน จังหวัด และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อแปลง “แนวพระราชดำริ สู่การปฏิบัติจริง” โดยมีผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของของแนวพระราชดำริ “แก้มลิง” ในพื้นที่รับน้ำที่ได้กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค
อาทิ โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ (ปรับปรุงพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่) หรือที่เรียกว่า “แก้มลิงหนองใหญ่” จังหวัดชุมพร ที่ช่วยชีวิตชาวชุมพรจากวิกฤตพายุไต้ฝุ่น โครงการแก้มลิงอเนกประสงค์คลองสนามชัย-มหาชัย จังหวัดกรุงเทพ - สมุทรสาคร ซึ่งเป็นปราการด่านสำคัญที่คอยซับน้ำให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑล และโครงการแก้มลิงบึงละหานนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดขอนแก่น ที่กลายเป็นแหล่งกักเก็บน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวอีสาน
แนวพระราชดำริที่ยั่งยืน เหนือกาลเวลา
ในยุคปัจจุบันที่โลกต้องเผชิญกับภาวะโลกเดือด (Global Boiling) สภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ หรือ ระเบิดฝน (Rain Bomb) แนวคิด “พื้นที่รับน้ำ – ชะลอน้ำ – ระบายน้ำอย่างเป็นระบบ” ของโครงการแก้มลิง ยิ่งทวีความสำคัญและได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นวิธีการที่ยั่งยืน เพราะนี่คือ “การสอนให้มนุษย์เข้าใจและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล ไม่ใช่การต่อสู้เอาชนะธรรมชาติ”
แม้พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่แนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำยังคงเป็น “มรดกทางปัญญา” ที่ทรงคุณค่า สามารถน้อมนำมาปรับใช้ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านน้ำในแต่ละยุคสมัย และเป็นเครื่องยืนยันถึงความรักความห่วงใยที่พระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งมีต่อราษฎรของพระองค์
