เมื่อ : 12 ต.ค. 2569

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน เขตตลิ่งชัน-ทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ในฐานะ อดีตที่ปรึกษาการเงินการคลัง คณะกรรมการประกันสังคม แสดงความเห็นต่อผลการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมเมื่อวันที่ 11 ต.ค. และกระแสถกเถียงในสังคมหลังการเลือกตั้ง ดังนี้

1. ผลเลือกตั้งสะท้อนว่าผู้ประกันตนต้องการการปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงใหญ่ 

 

”ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนชัดเจนว่าผู้ประกันตนต้องการการเปลี่ยนแปลงใหญ่ และต้องการการปฏิรูปประกันสังคมให้ดียิ่งขึ้น”

 

การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมโดยตรงจากผู้ประกันตนและองค์กรนายจ้างครั้งที่เป็นครั้งที่สอง และ มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเพิ่มขึ้นกว่า 300% ซึ่งสะท้อนว่า ผู้ประกันตนและนายจ้างต้องการมีส่วนร่วมในการกำกับดูแล “เงินสมทบ” ให้กับกองทุน เพื่อให้มีการใช้เม็ดเงินอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญที่ระบบประกันสังคมของไทย และ ถือว่าเป็นระบบประกันสังคมที่อยู่บนฐานของหลักการประชาธิปไตยและการบริหารจัดการระบบสวัสดิการแบบมีส่วนร่วมที่เป็นแบบอย่างของระบบประกันสังคมของประเทศอื่นๆได้ 

 

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของระบบประกันสังคมไทย การนับคะแนนเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม ฝ่ายลูกจ้างและนายจ้างที่ปรากฏต่อสาธารณะ ส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากผู้ประกันตนว่าต้องการความก้าวหน้า ต้องการการเปลี่ยนแปลง และต้องการให้เกิดการปฏิรูปใหญ่ คาดหวังว่าทุกฝ่ายควรร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เปิดโอกาสให้การปฏิรูปเดินหน้าอย่างสร้างสรรค์”

 

2. ยืนยันเจตนารมณ์ ”บอร์ดมาจากประชาชน 100%” เพื่อปกป้องความเป็นอิสระของกองทุน

 

รศ.ดร.อนุสรณ์ อธิบายว่า เจตนารมณ์สำคัญที่สุดของการผลักดันให้มีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม คือการให้ตัวแทนมาจากสิทธิและเสียงของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง กองทุนประกันสังคมคือเงินออมและหลักประกันชีวิตของประชาชนในระยะยาวโดยยึดประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นที่ตั้ง จากการทำหน้าที่ในฐานะอนุกรรมการพัฒนาระบบเลือกตั้งและร่างระเบียบเลือกตั้งทั้งสองครั้ง มีความมั่นใจว่า บอร์ดที่มาจากการเลือกตั้งจะทำงานได้อย่างเป็นอิสระเพื่อความมั่นคงของระบบประกันสังคม เพื่อสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนและนายจ้าง 

รวมทั้งเกิดระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดีในภาคการผลิต ภาคบริการของประเทศ การทำงานได้อย่างอิสระ ใช้ความรู้ความสามารถและความเป็นมืออาชีพคณะกรรมการกองทุน จะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือของกองทุนในระยะยาว และพัฒนาไปสู่การเป็นเสาหลักของระบบสวัสดิการไทยต่อไป

 

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากรรมการที่ได้รับเลือกได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นอย่างชัดเจน ทั้งการนำเสนอนโยบายและการหาเสียงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมที่จะทำงานเพื่อผู้ประกันตน

“ผมเห็นความตั้งใจของกรรมการชุดใหม่ ทั้งในด้านนโยบายและความมุ่งมั่นในการหาเสียงที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาพร้อมที่จะนำเสียงของผู้ประกันตนไปสู่การปฏิบัติจริง”

 

”ผมเชื่อว่าบอร์ดชุดใหม่นี้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและติดตามเรื่องประกันสังคมมายาวนาน มีความรู้ความเข้าใจในปัญหาของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง ผมขอให้กำลังใจ และเชื่อว่าด้วยความเป็นอิสระและความเป็นมืออาชีพ บอร์ดชุดนี้จะขับเคลื่อนการปฏิรูปได้อย่างเต็มศักยภาพ”


3.ต่อข้อสงสัยเรื่องความเกี่ยวข้องกับการเมืองให้พิจารณาที่การตัดสินใจของบอร์ดและนโยบาย

ต่อข้อสงสัยที่มีผู้ตั้งคำถามเรื่องความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง รศ.ดร อนุสรณ์ ตอบว่า การตั้งคำถามเป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย และเป็นสิ่งที่ช่วยให้ระบบมีความโปร่งใสมากขึ้น แต่เนื่องจากบอร์ดชุดใหม่ยังไม่ได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ จึงขอให้ประชาชนพิจารณาจากผลงานและนโยบายที่เกิดขึ้นจริงเป็นสำคัญ

 

“พรรคการเมืองเป็นสถาบันและเป็นองค์กรของระบบการเมืองที่ย่อมต้องมีความสัมพันธ์กับกลุ่มต่างๆในสังคมได้ตามเหตุปัจจัยต่างๆ กลุ่มไหนที่มีอุดมการณ์หรือมีความตั้งใจในการทำงานเพื่อประชาชนเหมือนกันย่อมเป็นพันธมิตรกันได้ การเป็นพันธมิตรกันไม่ได้ หมายความว่า แต่ละองค์กรจะขาดความเป็นอิสระ หรือ มีอิทธิพลสั่งการ เพราะผู้ที่มีความเป็นมืออาชีพและได้รับการเลือกจากประชาชนย่อมต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและตามหลักธรรมาภิบาลอยู่แล้ว การมีระบบเลือกตั้งย่อมทำให้เราสามารถตรวจสอบ ติดตาม กำกับได้ดีกว่า 

 

หากใครไม่ทำหน้าที่ได้ดีพอ ครั้งต่อไปก็ไม่ต้องไปเลือกเข้ามาทำหน้าที่ ระบบเลือกตั้งแบบนี้ย่อมดีกว่า ระบบแต่งตั้งผสมระบบเลือกกันเอง เช่นในอดีตที่ผ่านมา 30 กว่าปีอย่างแน่นอน

 

ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ย่อมมีคำถามว่าใครอยู่เบื้องหลังใคร นั่นเป็นเรื่องปกติและเป็นสิทธิของสังคมที่จะตั้งคำถาม แต่ผมอยากชวนให้ใช้เกณฑ์ที่ตรวจสอบได้จริง คือดูว่าบอร์ดชุดนี้ตัดสินใจเรื่องอะไร ด้วยเหตุผลอะไร และเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ประกันตนมากน้อยแค่ไหน ความเป็นอิสระพิสูจน์ได้ที่การตัดสินใจและการทำงาน”

 

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ผู้ประกันตนควรใช้เป็นบรรทัดฐานในการติดตามบอร์ดทุกชุด ไม่ว่าจะมาจากกลุ่มใด คือ 3 เรื่อง ได้แก่ การตัดสินใจต้องมีเหตุผล เป็นไปตามหลักวิชาและมีเอกสารตรวจสอบได้ การลงทุนและการใช้งบประมาณต้องเปิดเผย โปร่งใสและตรวจสอบได้ และผลประโยชน์ต้องตกถึงผู้ประกันตน ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

“ถ้าบอร์ดทำงานเพื่อผู้ประกันตนอย่างเปิดเผย ข้อสงสัยทั้งหมดจะหายไปเอง แต่ถ้าวันใดมีการตัดสินใจที่ไม่โปร่งใส ก็ไม่ว่าจะเป็นใครหรือกลุ่มใด สังคมและผู้ประกันตนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามได้เสมอ ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกฝ่าย”

 

ส.ส. อนุสรณ์ ระบุอีกว่า พรรคประชาชนเคารพความเป็นอิสระของบอร์ดประกันสังคม ไม่มีนโยบาย ไม่มีเจตนาก้าวก่ายการทำงาน และพรรคประชาชนจะทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ คือ สนับสนุนข้อมูลและติดตามการทำงานตามกลไกของรัฐสภาอย่างเป็นธรรมเท่านั้น

 

”บอร์ดชุดใหม่ยังไม่ได้เริ่มทำงานด้วยซ้ำ ผมจึงขอให้ประชาชนติดตามและพิจารณาที่ผลงานและนโยบายบอร์ดที่มาจากการเลือกตั้งเป็นหลัก ผมเชื่อว่าทุกท่านมีความตั้งใจดี และระมัดระวังเรื่องความเป็นอิสระทางการเมืองอยู่แล้ว ผลงานที่เกิดขึ้นจริงจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดต่อข้อสงสัยทั้งหมด” และ ผมถือว่า ผู้ที่เสนอตัวสมัครรับเลือกตั้งเป็นบอร์ดประกันสังคมล้วนมีความตั้งใจทำงานให้กับส่วนรวมทั้งสิ้น

 

ส.ส. อนุสรณ์ ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้โอกาสกรรมการชุดใหม่ได้ทำงาน และให้สังคมร่วมกันติดตามผลงานอย่างเป็นธรรมคือสิ่งที่ผู้ประกันตนมีสิทธิ์เรียกร้อง และเป็นเป้าหมายร่วมกันของทุกฝ่ายเพื่อระบบประกันสังคมที่เข้มแข็ง โปร่งใส และเชื่อถือได้

 

4. ต่อกรณีความเห็นเรื่อง ”คุณภาพของผู้ประกันตน” ขอให้ถกเถียงด้วยเหตุผลและความเคารพ

ส่วนกรณีที่มีผู้แสดงความเห็นว่าการเลือกตั้งโดยผู้ประกันตนทำให้ได้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพต่ำ รศ.ดร อนุสรณ์ กล่าวว่า การแสดงความเห็นเป็นสิทธิของทุกคน แต่สิทธินั้นมาพร้อมความรับผิดชอบ คือการเคารพผู้อื่นในฐานะมนุษย์ผู้เท่าเทียมกัน

 

”คนที่ลุกขึ้นไปต่อแถวลงคะแนนคือคนที่ตื่นตัวและใส่ใจเงินของตัวเอง เขาคือคนที่ทำงานหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนทุกเดือนมาหลายปี เขามีสิทธิเต็มที่ที่จะเลือกคนมาดูแลเงินก้อนนั้น คำถามที่ควรถามไม่ใช่ว่าผู้ประกันตนมีคุณภาพพอจะเลือกหรือไม่ แต่คือทำไมกว่า 30 ปีที่ผ่านมา เจ้าของเงินตัวจริงจึงไม่เคยได้เลือกบอร์ดได้โดยตรงเลย หากไม่มีการริเริ่มรณรงค์ให้มีการเลือกตั้งโดยตรงโดยขบวนการแรงงานในช่วงปี พ.ศ. 2560 สิ่งนี้มิได้ริเริ่มและทำให้เกิดขึ้นจากผู้มีอำนาจทางการเมืองใช่ไหม ”

”ถ้าจะพูดถึงคุณภาพ ผมขอชวนให้พูดถึงคุณภาพของระบบ ระบบเดิมเป็นระบบการแต่งตั้งผสมระบบการเลือกกันเองหรือสรรหากันเองขององค์กรนายจ้างและองค์กรลูกจ้าง ซึ่งในทางปฏิบัติมักเป็นกลุ่มคนเดิมๆ หมุนเวียนกันเข้ามาทำหน้าที่ จึงไม่ต้องแปลกใจว่า บอร์ดจากระบบเดิมอยู่กันเป็นบอร์ดหลายสมัย ผู้ประกันตนหลายล้านคนที่เป็นเจ้าของเงินไม่มีส่วนร่วมมากนัก ช่องทางตรวจสอบไม่มาก ข้อมูลเข้าถึงไม่ง่าย ระบบที่ปิดแบบนี้ต่างหากที่เปิดช่องให้เกิดข้อสงสัยเรื่องคุณภาพ ความโปร่งใสและความเสี่ยงต่อการรั่วไหล ไม่ว่าใครจะมาเป็นกรรมการก็ตาม และ คนนั้นจะเป็นคนดีมีความรู้ความสามารถอย่างไรก็ตาม เมื่อไม่มีการมีส่วนร่วมที่มากพอ ไม่ระบบไม่เปิด ก็จะเกิดปัญหาได้เสมอ”

รศ.ดร อนุสรณ์ระบุว่า ที่ผ่านมามีข้อสังเกตและคำถามจากสังคมในหลายประเด็น

 

”มีหลายโครงการที่สังคมตั้งคำถามและผู้ประกันตนไม่เคยได้เห็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ได้แก่ อาคาร SKYY9 ที่มีการระบุต่อสาธารณะว่าซื้อราว 7000 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าประเมินราว 3000 ล้านบาท พร้อมข้อกังวลว่ากรอบการลงทุนเดิมเปิดช่องให้ซื้ออาคารลักษณะเดียวกันได้อีกราว 10 อาคาร ที่ดินที่ชลบุรีซึ่งถูกตั้งคำถามเรื่องราคาที่สูงกว่ามูลค่าจริงและวัตถุประสงค์การซื้อ การลงทุนใน TU Dome และศรีพันวาที่ยังไม่มีการเปิดเผยเหตุผลและผลตอบแทนต่อกองทุน และโครงการไอทีขนาดใหญ่ที่จ้างเอกชนดำเนินการ ซึ่งผู้ประกันตนไม่เคยเห็นราคากลาง เกณฑ์คัดเลือก และผลลัพธ์ที่ใช้งานได้จริง ข้อมูลเหล่านี้ล้วนอยู่ใน ”หลุมดำ” ทั้งที่เป็นเงินของผู้ประกันตนเอง”

 

”ตลอด 30 ว่าปีที่ผ่านมา ก็มีทั้งปัญหาที่เกิดขึ้น และ การดำเนินการที่มีการพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น หลายท่านทำงานมาอย่างทุ่มเทและตั้งใจ ไม่ได้หาผลประโยชน์ในทางมิชอบ แต่ต้องยอมรับตามความเป็นจริงว่า ระบบเดิมขาดการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบจากผู้ประกันตน ซึ่งเปิดช่องให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสและความเสี่ยงต่อการรั่วไหลได้ การเปิดให้ประชาชนเลือกโดยตรงจึงเป็นการแก้ปัญหาที่โครงสร้างของระบบ”

 

“การพยายามบอกว่าประชาชนไม่คู่ควรกับสิทธิ์ที่จะเลือกคนดูแลเงินของตัวเอง ไม่ใช่ทางออกที่ดีของระบบประชาธิปไตยสมบูรณ์ มันคือการปิดประตูใส่คนที่ควรได้เข้าไปเป็นเจ้าของ”

 

”ผู้ประกันตนไม่ได้ต้องการให้ใครมาบอกว่าเขาควรเลือกอย่างไร เขาต้องการโอกาสที่จะเลือก และต้องการเห็นผลงานของคนที่เขาเลือก”

รศ.ดร อนุสรณ์ ย้ำว่า ผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นคือบทพิสูจน์ว่าผู้ประกันตนใช้สิทธิ์อย่างมีวิจารณญาณ

5. ข้อเสนอและทิศทางต่อจากนี้ ให้ผลงานและความโปร่งใสเป็นตัวชี้วัด

 

นอกจากนี้ รศ.ดร อนุสรณ์ระบุว่า มีหลายเรื่องที่บอร์ดชุดใหม่สามารถเริ่มพิจารณาได้ทันทีในช่วง 100 วันแรก โดยขอเสนอเป็นแนวทางประกอบการทำงาน ด้วยความเคารพในความเป็นอิสระของบอร์ด

 

• ช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ประสบอุทกภัย: เร่งรัดให้สำนักงานประกันสังคมดำเนินมาตรการช่วยเหลือและเยียวยา ทั้งเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย (ร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน ไม่เกิน 180 วัน) การเข้ารักษาฉุกเฉินที่สถานพยาบาลใกล้เคียงได้ทันที 72 ชั่วโมง สิทธิค่าทำศพ และสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานสำหรับสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ


• บำนาญและความมั่นคงของกองทุน: ติดตามและประเมินผลสูตรบำนาญใหม่ (สูตร Care) ว่าเป็นไปตามเป้าหมายและเป็นธรรมต่อผู้ประกันตนทุกกลุ่ม โดยคำนึงถึงเสถียรภาพของกองทุนชราภาพ รวมถึงกำกับการบริหารเงินลงทุนให้ได้ผลตอบแทนตามเป้าหมาย พัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายใน และติดตามหนี้ค้างชำระให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 50


• ขยายความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์: พิจารณาขยายความคุ้มครองแบบมาตรา 33 ไปยังแรงงานนอกระบบ แรงงานอิสระ และเกษตรกร ซึ่งมีผลการศึกษารองรับแล้ว ให้ผู้ประกันตนมาตรา 40 ทำงานร่วมกับกองทุนการออมแห่งชาติมากขึ้น และพัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านรักษาพยาบาล เลี้ยงดูบุตร และประกันการว่างงานให้ดียิ่งขึ้น
• วินัยการใช้จ่ายและการตรวจสอบ: กำกับให้ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกันตน และติดตามการดำเนินคดีกรณีทุจริตตามกระบวนการกฎหมาย รวมถึงการยึดทรัพย์เพื่อชดใช้คืนกองทุน
•สิ่งที่เราควรต้องดำเนินการต่อไป คือ การเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้เห

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ