เมื่อ : 11 ก.ย. 2569

วันที่ 10 ก.ย. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)  พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองกระทรวง ร่วมประชุมหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างศธ.และกระทรวง พม. ห้องประชุม N402 สภาผู้แทนราษฎร
 

​นายประเสริฐเปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ทั้งสองกระทรวงได้กำหนดแนวทางบูรณาการดูแลเด็ก เยาวชน คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง ให้เข้าถึงการศึกษา การคุ้มครอง และสิทธิประโยชน์อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง โดยมีประเด็นความร่วมมือสำคัญ 7 ด้าน ได้แก่


​1. การคุ้มครองเด็กและเยาวชน เชื่อมระบบ Traffy EDU เพื่อรับแจ้งและส่งต่อเหตุความรุนแรง พร้อมจัดทีมสหวิชาชีพร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง คุ้มครอง และเยียวยาฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ


​2. สิทธิทางการศึกษาของเด็กในสถานสงเคราะห์ ร่วมแก้ไขข้อจำกัดด้านค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย เพื่อให้เด็กในความดูแลของ พม. ได้รับสิทธิทางการศึกษาอย่างครบถ้วน โดยไม่สร้างภาระเพิ่มเติมแก่เด็ก

 

​3. การศึกษาสำหรับเด็กเร่ร่อนและกลุ่มเปราะบาง เชื่อมโยงเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาด้วยรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น หรือจัดตั้งศูนย์การศึกษาตามมาตรา 12 สำหรับเด็กที่ยังไม่พร้อมเข้าเรียนในระบบปกติ

 

​4. การศึกษาพิเศษและการเรียนรวมสำหรับคนพิการ พัฒนาห้องเรียนรวม ครู ล่าม สื่อ และอุปกรณ์ พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลคนพิการระหว่าง ศธ. พม. และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ตรงตามความต้องการรายบุคคล

 

​5. การพัฒนาศูนย์เด็กเล็กและระบบดูแลเด็กปฐมวัย ร่วมกำหนดมาตรฐานและหน่วยงานรับผิดชอบในแต่ละช่วงวัย เชื่อมโยงข้อมูลเด็กตั้งแต่แรกเกิด และศึกษาแนวทางสนับสนุนสถานรับเลี้ยงเด็กและศูนย์เด็กเล็กอย่างเท่าเทียม


​6. การดูแลครอบครัวของเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา บูรณาการแก้ไขปัจจัยจากความยากจน การว่างงาน การย้ายถิ่น ความรุนแรงในครอบครัว และปัญหาสุขภาพจิต ครอบคลุมทั้งมิติการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ ตามแนวทาง “All for Education”


​7. การปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้มีรายได้น้อย โดยใช้ศักยภาพของนักศึกษาอาชีวศึกษาและศูนย์ Fix It Center จำนวน 433 แห่งทั่วประเทศ เข้าซ่อมแซมบ้าน ระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ ตลอดจนปรับสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยและเหมาะสม ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ทำงานจริงและรายได้ให้นักศึกษาตามนโยบาย “Learn to Earn”


​“ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาไม่ใช่เรื่องของโรงเรียนหรือศธ. เพียงหน่วยงานเดียว เพราะเด็กบางคนต้องหยุดเรียนจากความยากจน การย้ายถิ่น ความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาสุขภาพจิต หรือข้อจำกัดด้านร่างกาย ความร่วมมือระหว่าง ศธ. และ พม. จะทำให้เราเห็นทั้งตัวเด็ก ครอบครัว และสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ตรงจุดและครบทุกมิติ” นายประเสริฐ กล่าว


สำหรับแนวทางดำเนินงานระยะต่อไป ทั้งสองกระทรวงจะจัดตั้งคณะทำงานร่วม พร้อมกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพในแต่ละประเด็น จัดทำฐานข้อมูลกลางรายบุคคล โดยเชื่อมโยงข้อมูลเด็กกลุ่มเปราะบางและคนพิการให้เป็นชุดข้อมูลเดียวกัน รวมถึงจัดทำแนวปฏิบัติด้านการรับแจ้งเหตุ การส่งต่อ การคุ้มครอง และการเยียวยาผ่านระบบ Traffy EDU
นอกจากนี้ จะเชื่อมระบบ พม. Care กับ HERO OBEC Care เพื่อคัดกรองและส่งต่อเด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิต นำร่องการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ห้องเรียนรวม และระบบเงินอุดหนุนตามความจำเป็นของผู้เรียน ตลอดจนสนับสนุนอาชีพและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจแก่ครอบครัว ผ่านศูนย์ฝึกอาชีพของ พม. และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เพื่อลดปัจจัยที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา


ทั้งสองกระทรวงยังเตรียมจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขับเคลื่อน Quick Win ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยใช้ศักยภาพของศูนย์ Fix It Center ทั่วประเทศ ปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง ให้มีความปลอดภัยและเหมาะสมต่อการดำรงชีวิต


“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงพาเด็กกลับเข้าห้องเรียน แต่ต้องทำให้เด็กสามารถอยู่ในระบบการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ ป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบ และขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสในการเรียนรู้และมีอนาคต โดยไม่ถูกจำกัดด้วยฐานะ ความพิการ หรือเงื่อนไขของครอบครัว พร้อมยกระดับทุนมนุษย์และสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน” รัฐมนตรีว่าการศธ.  กล่าว