เมื่อ : 18 ส.ค. 2569

การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ และการผลิตขั้นสูงในประเทศไทย กำลังดันความต้องการพลังงานที่มั่นคง ยืดหยุ่น และสะอาดให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เอบีบีย้ำว่าการขยายกำลังการผลิตพลังงานและการยกระดับประสิทธิภาพของระบบที่มีอยู่ต้องเดินหน้าควบคู่กัน เพื่อรองรับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว


แนวทาง Automation Extended ของเอบีบี (ABB) ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถบูรณาการเทคโนโลยี AI ระบบวิเคราะห์ข้อมูล (analytics) และขีดความสามารถทางดิจิทัลเข้ามาใช้งานได้อย่างเป็นขั้นตอน ควบคู่ไปกับการรักษาความเสถียร ความปลอดภัย และความพร้อมในการทำงานอย่างต่อเนื่องของระบบควบคุมหลักที่สำคัญ

 

กลุ่มธุรกิจ Energy Industries ของเอบีบี (ABB) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าและระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการผลิต (Process Automation) ได้ร่วมมือกับ Verdantix ในการจัดทำรายงานวิจัยอิสระเกี่ยวกับการขยายตัวและการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Expansion and Transformation) โดยผลการวิจัยได้ศึกษาเจาะลึกถึงแนวทางที่ภาคอุตสาหกรรมจะสามารถยกระดับประสิทธิภาพของระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการผลิต (Process Automation) เดิม 


ควบคู่ไปกับการบูรณาการแหล่งพลังงานทางเลือกใหม่อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่การขยายขีดความสามารถด้านพลังงานและการเปลี่ยนผ่านระบบ จะต้องรุดหน้าไปด้วยกันอย่างสอดคล้อง ซึ่งประเด็นนี้ทวีความสำคัญและมีความเกี่ยวเนื่องอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ท่ามกลางความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นจากกลุ่มอุตสาหกรรมเกิดใหม่ อาทิ ดาต้าเซ็นเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และอุตสาหกรรมการผลิตมูลค่าสูงอื่นๆ

 

เวลานี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย ท่ามกลางกระแสการลงทุนที่ร้อนแรงด้วยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2568 ที่ทุบสถิติสูงถึง 1.88 ล้านล้านบาท ซึ่งขับเคลื่อนโดยอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง

ทว่า การจะรักษาขีดความสามารถการแข่งขันและแรงขับเคลื่อนนี้ไว้ได้ จำเป็นต้องมองข้ามช็อตไปมากกว่าการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า การปรับปรุงระบบส่งจ่ายไฟฟ้า และการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องมุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการผลิต (Process Automation) ด้านพลังงานและอุตสาหกรรมเดิมที่มีการใช้งานอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

 

นายแอนเดอร์ มัลทีเซ็น ประธานฝ่ายอุตสาหกรรมพลังงานของเอบีบี ประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า ”การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไปขึ้นอยู่กับสองสิ่งพร้อมกัน คือการขยายกำลังการผลิตพลังงาน และการเสริมความแข็งแกร่งให้โครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ในปัจจุบัน ทุกวันนี้ AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การใช้ไฟฟ้า และการผลิตขั้นสูงเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบความต้องการพลังงาน ซึ่งทำให้การขยายและการเปลี่ยนผ่านระบบต้องเดินหน้าไปด้วยกัน นี่คือแนวทางที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้างระบบพลังงานที่มีความพร้อมรับมือ ยืดหยุ่น และมีความสามารถในการแข่งขันที่ดียิ่งขึ้นสำหรับทศวรรษต่อไป

 

สัญญาณของการเปลี่ยนแปลงนี้ปรากฏให้เห็นชัดเจนแล้วในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการอัปเกรดระบบส่งไฟฟ้าและหม้อแปลง เพื่อรองรับการเติบโตของดิจิทัลและอุตสาหกรรมระยะต่อไป กระทรวงพลังงานได้อนุมัติการลงทุนเร่งด่วนเพื่อเพิ่มจุดจ่ายไฟและหม้อแปลงรวมกว่า 1150 เมกะวัตต์ รองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่[1]  ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน รองรับความต้องการในอนาคต และบูรณาการพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบมากขึ้น

 

ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานใหม่ยังคงมีความจำเป็น งานวิจัยของเอบีบีก็ชี้ให้เห็นโอกาสสำคัญอีกด้านหนึ่ง โดยร้อยละ 79 ของผู้ตอบแบบสำรวจการเรื่องการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานภาคพาณิชย์และอุตสาหกรรมประจำปี 2568 ระบุว่า การเพิ่มประสิทธิภาพระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการผลิต (Process Automation) ที่มีอยู่จะส่งผลต่อการลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานได้มากที่สุดในช่วงห้าปีข้างหน้า แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และผลผลิตจากระบบเดิม สามารถเสริมความมั่นคงและความสามารถในการแข่งขันด้านพลังงาน ทั้งยังช่วยลดการปล่อยมลพิษได้พร้อมกัน


สำหรับประเทศไทย การขยายกำลังการผลิตและการปรับปรุงระบบที่มีอยู่ต้องได้รับการจัดการในฐานะสองสิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่กัน โดยการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบส่งไฟฟ้า การเสริมความสามารถในการมองเห็นสถานะของระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการผลิต (Process Automation)ที่มีอยู่ และการใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อระบุจุดที่มีประสิทธิภาพต่ำ ล้วนช่วยให้ผู้ประกอบการรับมือกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงได้ในระหว่างที่โครงการใหม่ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา นอกจากนี้ เมื่อระบบพลังงานมีความเชื่อมโยงถึงกันอย่างลื่นไหลแล้ว ความยืดหยุ่นของระบบยังต้องอาศัยการจัดการการผสานรวมพลังงานหมุนเวียน ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และเสถียรภาพของการดำเนินงานไปพร้อมกัน 


ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในภาคตะวันออกของประเทศไทย ที่การเพิ่มประสิทธิภาพระบบส่งไฟฟ้าในสามพื้นที่สามารถเพิ่มกำลังการจ่ายไฟได้ถึง 550 เมกะวัตต์ แสดงให้เห็นว่าการยกระดับระบบเดิมสามารถตอบสนองความต้องการได้จริงในขณะที่โครงการใหม่ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง[3]

เอบีบี มุ่งช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมนำเสนอแนวทาง Automation Extended ที่เปิดให้ลูกค้าสามารถนำระบบดิจิทัล รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลและ AI เข้ามาใช้งานควบคู่กับระบบควบคุมที่มีอยู่ได้ โดยไม่รบกวนการดำเนินงานหลัก[4] วิธีนี้ช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนผ่านระบบในจังหวะที่เหมาะสม สามารถประเมินการลงทุนด้านระบบอัตโนมัติที่มีอยู่ และปรับปรุงประสิทธิภาพในแบบที่คาดการณ์ได้และผสานระบบอัตโนมัติมากขึ้นในระยะยาว

 

เอบีบี (ABB) ได้เข้าไปสนับสนุนหน่วยงานในประเทศไทยผ่านแนวทางนี้แล้ว โดยที่ ไออาร์พีซี (IRPC) ซอฟต์แวร์ของเอบีบีได้ช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิตไอน้ำและการผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้สามารถลดความผันผวนของแรงดันลงได้สูงสุดถึงร้อยละ 50 ขณะที่ใน กลุ่มมิตรผล (Mitr Phol Group) เทคโนโลยีระบบควบคุมอัตโนมัติและดิจิทัลของเอบีบีได้มีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนาโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งใหม่ ซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับประสิทธิภาพการดำเนินงานในสภาพแวดล้อมทางอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานอย่างเข้มข้น”

 

การขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความซับซ้อนในการทำงานร่วมกันระหว่างหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ ผู้ให้บริการสาธารณูปโภค และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า น้ำ และดิจิทัล เอบีบีมุ่งมั่นทำงานร่วมกับลูกค้าและพันธมิตรในระบบนิเวศนี้ เพื่อนำความเชี่ยวชาญด้านระบบอัตโนมัติ ระบบไฟฟ้า และดิจิทัลมาสนับสนุนการบูรณาการที่เชื่อถือได้ พร้อมดึงประสิทธิภาพสูงสุดระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการผลิต (Process Automation) เดิม และเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงานระยะยาว

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ