เมื่อ : 15 ส.ค. 2569


จากปัญหาการเผาตอซังและฟางข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดหมอกควันและฝุ่น PM2.5 
วันนี้เกษตรกรหลายพื้นที่กำลังเปลี่ยนจาก “เผาให้หมด” เป็น “คืนปุ๋ยให้ดิน” ด้วยการใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าว ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ภายใน 5–7 วัน ก่อนเตรียมแปลงปลูกพืชต่อได้ตามปกติ จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่ช่วยลดการเผา ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูดิน

นางสุปรานี มั่นหมาย นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าวเป็นอีกทางเลือกสำคัญในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร เพราะนอกจากช่วยลดการเผาและปัญหาฝุ่น PM2.5 แล้ว ยังช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์และอุ้มน้ำได้ดีขึ้น รวมทั้งช่วยลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว


สำหรับการใช้หัวเชื้อ ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าวประมาณ 1–1.5 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านให้ทั่วแปลงหลังเก็บเกี่ยว หากมีฟางมาก ให้ผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยยูเรีย 5 กิโลกรัมต่อไร่ หากมีฟางปานกลาง ใช้ 3 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วปล่อยให้จุลินทรีย์ทำงาน 5–7 วัน ก่อนเตรียมแปลงปลูก ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินโครงการขยายผลการผลิตการใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ เพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ
 

ผลจากการนำไปใช้ในพื้นที่จริง สะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ของแนวทางดังกล่าว โดย นายไกรทอง ลุนไทโย ประธานศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS หมู่ที่ 10 บ้านด่านพัฒนา ต.เขาชนกัน อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ หนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่พิสูจน์ผลสำเร็จ เปิดเผยว่า จากเดิมที่เคยเผาตอซัง ปัจจุบันปรับเปลี่ยนมาใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายฟาง และเปิดพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ให้เกษตรกรเข้ามาศึกษาดูงานและรับหัวเชื้อไปใช้


หลังทดลองใช้ในฤดูนาปี 2568 พบว่าฟางและตอซังย่อยสลายได้ตามเป้าหมาย ดินมีความร่วนซุยและความชื้นดีขึ้น เมื่อนำพื้นที่ไปปลูกข้าวโพดและอ้อยหลังนา พืชเจริญเติบโตดีและให้ผลผลิตสูงกว่าวิธีเดิมที่ใช้การเผาฟางและพึ่งพาปุ๋ยเคมี ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่จำนวนมากเริ่มเลิกเผา และหันมาใช้จุลินทรีย์แทนอย่างต่อเนื่อง


ขณะที่นายมนัส ธูปเมฆ เกษตรกรบ้านต่อใต้ ต.เทิดศักดิ์ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งได้นำจุลินทรีย์ย่อยสลาย
ตอซังและฟางข้าวมาใช้ พบว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น ลดต้นทุนปุ๋ยและสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และผลผลิตเพิ่มจากเดิม 
600–700 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 800–1000 กิโลกรัมต่อไร่


เช่นเดียวกับพื้นที่นาแปลงใหญ่บ้านเทพนคร จ.กำแพงเพชร ที่เกษตรกรได้เปลี่ยนจาก “เผาตอซัง” เป็น “ย่อยสลายฟางคืนให้ดิน” โดย นางรสสุคนธ์ อ่อนอุไท เกษตรกรต้นแบบ บอกว่าต้นข้าวแข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะระบบรากและการแตกกอ จึงพัฒนาแปลงของตนเองเป็นแปลงต้นแบบเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขยายผลสู่เกษตรกรรายอื่น


ด้านนางวาสนา ศรีอันยู้ สมาชิกนาแปลงใหญ่ ได้ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ในพื้นที่ 20 ไร่เช่นกัน พบว่าต้นข้าวเจริญเติบโตดีกว่าแปลงที่ไม่ได้ใช้ และสามารถลดการฉีดสารป้องกันกำจัดแมลง พร้อมลดการใช้ปุ๋ยและลดปัญหาวัชพืช ทำให้ต้นข้าวแข็งแรงขึ้น


จากผลที่เกิดขึ้นในแปลงของเกษตรกร นางกุลธิดา ดอนอยู่ไพร นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการ สวพ.2 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เกษตรกรยังเผาฟาง เพราะสะดวกและรวดเร็ว กรมวิชาการเกษตรจึงจัดทำแปลงต้นแบบ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อให้เห็นผลจากการลงมือทำจริง
“เลิกเผา ไม่ได้แปลว่าต้องเสียเวลา แต่คือการเปลี่ยนฟางให้เป็นอาหารของดิน” การย่อยสลายตอซังและฟางด้วยจุลินทรีย์ช่วยให้วัสดุเหลือใช้จากการเก็บเกี่ยวกลับคืนสู่ผืนดินในรูปอินทรียวัตถุและธาตุอาหาร ลดการเผา ลดฝุ่น PM2.5 ฟื้นฟูดิน ลดต้นทุน และสร้างโอกาสให้เกษตรกรผลิตพืชได้อย่างยั่งยื

ด้วยแนวทางดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรได้เชิญชวนเกษตรกร “หยุดเผาฟาง เปลี่ยนฟางเป็นอาหารของดิน” ร่วมกันลดการเผาในพื้นที่เกษตร เริ่มต้นจากแปลงของตนเอง เพื่ออากาศที่สะอาดขึ้น ดินที่ดีขึ้น และการเกษตรที่ยั่งยืนในอนาคต

 

ชมวีดิทัศน์โครงการขยายผลการผลิตการใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมได้ทางเพจ กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร


เกษตรกรที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าว สามารถติดต่อนางสุปรานี มั่นหมาย นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทร. 02-579-7511 ในวันและเวลาราชการ

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ