เมื่อ : 10 ส.ค. 2569

เราต้องการมากกว่า สปสช.กรมอนามัย และสสส.ในการป้องกันโรค/สร้างเสริมสุขภาพ
     

อ่านที่ ศ.คลินิก นพ อำนาจ กุสลานันท์ อดีตนายกแพทยสภา เพื่อนร่วมรุ่น โพสต์ว่า “ งบสร้างเสริมสุขภาพ ปี 69 ของสปสช 29014 ล้านบาท ของกรมอนามัย 1804 ล้านบาท และของสสส. 4349 ล้านบาท หากใช้อย่างคุ้มค่า จะลดค่ารักษาได้จริง “
   


ผมเห็นด้วย แต่เพียง 3 หน่วยงานนี้เท่านี้  ยังไม่พอที่จะทำให้คนป่วยน้อยลงครับ 
 

หากจะลดค่ารักษาพยาบาลลงอย่างมีนัยสำคัญจริงๆ การป้องกันโรคและสร้างเสริมสุขภาพ ต้องมีฝ่ายอื่นๆแสดงบทบาทสนับสนุน เพิ่มเติมจาก งบป้องกันโรคสร้างเสริมสุขภาพ ที่สปสช กรมอนามัย และ สสส. ที่ใช้ปีละรวม 3 หมื่นกว่าล้านบาทตามตัวเลขที่แสดง
   

งานที่สปสช.สนับสนุน เกือบทั้งหมดจะให้แก่หน่วยบริการสาธารณสุข ผ่านการให้วัคซีน บริการปฐมภูมิ บริการประชาชนกลุ่มเฉพะ ฯลฯ และที่ให้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ในลักษณะกองทุนสุขภาพตำบล
   

กรมอนามัย การให้สุขศึกษาส่วนใหญ่ก็ผ่านระบบบริการเป็นหลัก แม้จะมีโครงการกับโรงเรียน ชุมชน สถานประกอบการบ้าง 
   

สสส.จะสนับสนุนหน่วยงานนอกเหนือจากสุขภาพมากหน่อย ทั้งภาควิชาการ วิจัย เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ องค์กรเอกชน ชุมชน สถานประกอบการ สื่อมวลชน เป้าหมายอยู่ที่คนที่ยังไม่ป่วยเป็นหลัก ฯลฯ
   

แต่นอกจากที่ศ.คลินิก นพ อำนาจ กุศลานันท์โพสต์ สปสช. กรมอนามัย และสสส.ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าแล้ว
   

สิ่งที่สำคัญที่สุด คือกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้อง ต้องกำหนดนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพด้วย  อย่างที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังพยายามผลักดัน ร่างกฏหมายควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเด็ก
    
กระทรวงการคลังต้องใช้นโยบายภาษี ที่ทำให้ประชาชนลดการบริโภคสินค้าทำลายสุขภาพ เช่น สุรา ยาสูบ เครื่องดื่มนำ้ตาล ภาษีอาหารเค็ม ตามที่องค์การอนามัยโลกพยายามเรียกร้อง
   

กระทรวงมหาดไทยต้องมีนโยบายให้จังหวัด ท้องถิ่นบังคับใช้กฏหมายที่ควบคุมสินค้าที่ทำลายสุขภาพ อาทิ สุรา ยาสูบ
    
กระทรวงศึกษาต้องรับผิดชอบการให้ความรู้แก่เด็กนักเรียน ถึงพฤติกรรมสุขภาพที่ดี และจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เด็กนักเรียนเกิดพฤติกรรมสุขภาพที่ดี
   

กระทรวงดิจิทัลฯลฯ ต้องช่วยควบคุมการขาย/การโฆษณาสินค้าที่ทำลายสุขภาพผ่านสื่อออนไลน์ ทั้งที่ถูกและผิดกฏหมาย
   

สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องบังคับใช้กฏหมายดื่มแล้วขับ กฏหมายจราจาอย่างเครองครัด และกฏหมายควบคุมสินค้าที่ทำลายสุขภาพ
   

การป้องกันโรค/สร้างเสริมสุขภาพ จึงไม่ใช่เป็นความรับผิดชอบของ กระทรวงสาธารณสุข สปสช กรมอนามัย สสส. เท่านั้น อย่างที่ฝ่ายต่างๆเข้าใจ
   

แต่ต้องมีส่วนร่วมของกระทรวงต่างๆ ภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วม อย่างที่ องค์การอนามัยโลกใช้คำว่า The Whole of a Government Approach 
     

การแก้ปัญหาสุขภาพของประชาชน มีคำว่า “สร้างนำซ่อม” หรือ “สร้างคู่กับซ่อม”
     

ส่วนที่เกี่ยวกับการ“ซ่อมสุขภาพ” ภาคส่วนที่เกี่ยวกับสุขภาพ Health Sectors ต้องรับผิดชอบ เพราะคนอื่นทำไม่ได้ 
     

แต่“สร้างสุขภาพ” ฝ่ายอื่นๆที่อยู่นอกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ Non   Health Sectors “มีบทบาทสำคัญและขาดไม่ได้เลย” ที่จะต้องมีส่วนในการป้องกันโรค สร้างสุขภาพ อย่างที่เรียกว่า Engage Non Health Sectors to Address Health 
   

หากประเทศไทยหวังจะให้ประชาชนมีสุขภาพดี งบประมาณค่ารักษาโรคเพิ่มขึ้นช้าลง และระบบบริการสุขภาพไม่ล่มสลาย
   

ขอบคุณเพื่อน ศ.คลินิก อำนาจ กุสลานันท์ ที่ทำให้ผมเขียนบทนี้

 

ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ
9 สค 2569