เมื่อ : 16 ก.ค. 2569


เมื่อวันที่ 16 ก.ต.  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ (กต.)  ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีประกาศเจตจำนงความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการทูตวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (Science Diplomacy) ระหว่างกระทรวง อว. กระทรวง กต. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อบูรณาการความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และการลงทุน 


เชื่อมโยงเครือข่ายระดับนานาชาติ และผลักดันประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมต. ประจำ อว. ทพ.ญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. นางสาวรุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศต่าง ๆ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่วิเทศสโมสร 

กระทรวงกต.

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการลงทุน เพื่อใช้การทูตเป็นกลไกเชื่อมโยงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และการลงทุนของไทยกับเครือข่ายระดับโลก นำไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี การดึงดูดการลงทุน การพัฒนากำลังคน และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 


รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นรากฐานของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งแต่อุปกรณ์การแพทย์ ระบบอัตโนมัติ ยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการต่อยอดสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น โฟโตนิกส์ (Photonics) ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และบุคลากรคุณภาพสูง แต่การพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ ห่วงโซ่อุปทาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยระดับโลก “Science Diplomacy จะเป็นกลไกสำคัญในการเปิดประตูให้ประเทศไทยเข้าถึงเทคโนโลยี การลงทุน และเครือข่ายนวัตกรรมระดับโลก 


ควบคู่กับการเร่งผลิตและพัฒนากำลังคน การยกระดับทักษะ (Upskill/Reskill) และการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยกับศูนย์กลางสำคัญของโลก เช่น Silicon Valley ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ อันจะสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และผลักดันประเทศไทยสู่ประเทศฐานนวัตกรรมที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว 


ด้าน นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันด้านเทคโนโลยี การทูตวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นกลไกสำคัญของการทูตเศรษฐกิจที่จะช่วยเปิดประตูสู่ความร่วมมือด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยีขั้นสูง การลงทุน และเครือข่ายพันธมิตรระหว่างประเทศ อันจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 


นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า กต. จะใช้เครือข่ายสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลก เป็นกลไกเชื่อมโยงหน่วยงานไทยกับรัฐบาล มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ภาคเอกชน และนักลงทุนในต่างประเทศ เพื่อผลักดันความร่วมมือและโครงการที่มีศักยภาพให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติ Diplomacy for Science และ Science for Diplomacy

ทั้งนี้ ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานด้านการต่างประเทศ วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม การลงทุน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมการวิจัยร่วม การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ การพัฒนานวัตกรรม และการต่อยอดผลงานวิจัยไทยสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยไทย และยกระดับบทบาทของประเทศไทยในฐานะประเทศฐานนวัตกรรมและหุ้นส่วนสำคัญบนเวทีโลก

 

ภายหลังพิธีประกาศเจตจำนงความร่วมมือ ศ.ดร.ยศชนัน ได้เป็นประธานการประชุมร่วมกับเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศเป้าหมาย เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์สร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมในระดับนานาชาติ โดยระบุว่า อว. จะมุ่งเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ของไทยกับประเทศพันธมิตร เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) ให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างสตาร์ตอัป การพัฒนากำลังคน และการจับคู่ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมกับศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษา โดยใช้เครือข่ายเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ให้เป็นนกลไกสำคัญในการแสวงหาโอกาสใหม่การลงทุนเทคโนโลยี และตลาดที่มีศักยภาพสำหรับประเทศไทย

 

“อว. จะเร่งสร้างความร่วมมือกับประเทศเป้าหมายในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและ New Growth Engine ของประเทศ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ AI พลังงานสีเขียว อวกาศ สุขภาพและเวลเนส เกษตรแม่นยำ และเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมอบหมายให้เครือข่ายเอกอัครราชทูตไทยร่วมกำหนดประเทศและสถาบันพันธมิตรที่มีศักยภาพในแต่ละสาขา เพื่อเชื่อมโยงการวิจัย การพัฒนาทุนมนุษย์ การยกระดับทักษะ การดึงดูดการลงทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่คุณค่า อันจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และผลักดันประเทศสู่การเป็นฐานเศรษฐกิจและนวัตกรรมระดับโลก” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว