“ยศชนัน” เปิดตัว “ThaiWater โฉมใหม่” ยกระดับแพลตฟอร์มข้อมูลน้ำแห่งชาติ มอบนโยบาย 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนใช้ข้อมูลร่วมรับมือภัยพิบัติ พร้อมเปิดตัวโครงการเยาวชน “ThaiWater Challenge”
วันที่ 16 ก.ค. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าว “ThaiWater โฉมใหม่ : ยกระดับแพลตฟอร์มข้อมูลน้ำแห่งชาติ” และการเปิดตัวโครงการ “ThaiWater Challenge สร้างเครือข่ายเยาวชน รู้น้ำ รู้อากาศ ทั่วไทย”พร้อมมอบนโยบายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน และเครือข่าย อว. ส่วนหน้าทั่วประเทศ นำข้อมูลจากแพลตฟอร์ม ThaiWater และเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัดไปใช้ในการติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวัง สื่อสารข้อมูล และเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการน้ำของประเทศบนพื้นฐานของข้อมูลเดียวกัน
ภายในงานมี นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการ อว. นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคีเครือข่าย ผู้แทนมหาวิทยาลัย เครือข่าย อว. ส่วนหน้าทั่วประเทศ และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี)
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้ง และสภาพอากาศสุดขั้ว การลดความสูญเสียจากภัยพิบัติจำเป็นต้องอาศัย“ข้อมูลที่ครบถ้วน การนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์และการสร้างคนให้มีความพร้อมเท่าทันสถานการณ์” ควบคู่กัน
การเปิดตัว ThaiWater โฉมใหม่ ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันเวอร์ชันใหม่ แต่เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร ภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐ สามารถเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกัน และนำไปใช้ในการติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ ประเมินความเสี่ยง และตัดสินใจได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
พร้อมกันนี้ รองนายกฯ และ รมว.อว. ได้มอบนโยบายแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย น่าน พะเยา และแพร่ ให้บูรณาการการทำงานร่วมกับ สสน. และเครือข่ายกระทรวง อว. ส่วนหน้า โดยใช้ ThaiWater และเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัด เป็นเครื่องมือหลักในการติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวัง วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง สื่อสารข้อมูล และเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชน เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจ และลดความสูญเสียจากภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที
ด้าน ดร.รอยบุญ กล่าวว่า สสน. ได้พัฒนาระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเชื่อมโยงข้อมูลจาก 56 หน่วยงาน ภายใต้ 13 กระทรวง และ 1 องค์กรอิสระ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำของประเทศบนพื้นฐานของข้อมูลมาตรฐานเดียวกัน ThaiWater เวอร์ชันใหม่ ได้รับการออกแบบให้รองรับผู้ใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่ประชาชนทั่วไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญ สามารถติดตามข้อมูลผ่านแผนที่ข้อมูลแบบโต้ตอบ (Interactive Map) ที่เลือกแสดงข้อมูลสำคัญได้ในหน้าเดียว ทั้งเรดาร์ฝน ปริมาณฝน ระดับน้ำ สถานการณ์เขื่อน พื้นที่เฝ้าระวัง และค่าฝุ่น PM2.5 พร้อมฟีเจอร์ติดตามข้อมูลเฉพาะพื้นที่ การค้นหาข้อมูล การแจ้งเตือน และข้อมูลคาดการณ์ เพื่อให้ผู้ใช้งาน“รู้ทันทุกสถานการณ์ พร้อมรับมือทุกความเปลี่ยนแปลง”
นอกจากนี้ สสน. ยังได้พัฒนาเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลของแต่ละจังหวัด เชื่อมโยงข้อมูลจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ช่วยสนับสนุนผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ และประชาชน ในการติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายในงานยังมีการเปิดตัวโครงการThaiWater Challenge สร้างเครือข่ายเยาวชน รู้น้ำ รู้อากาศ ทั่วไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT) สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อสร้างเครือข่ายนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ให้มีความรู้และทักษะในการใช้ข้อมูลน้ำและสภาพภูมิอากาศ สามารถติดตาม วิเคราะห์ และสื่อสารข้อมูลผ่านสื่อสร้างสรรค์ ก่อนนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดสู่ชุมชนและสังคม
ในระยะแรก โครงการจะเปิดรับนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั้ง 4 ภูมิภาค ภูมิภาคละประมาณ 50–100 คน เข้าร่วมกิจกรรมอบรมออนไลน์ในเดือนสิงหาคม 2569 โดยผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญของ สสน. และภาคีเครือข่าย ก่อนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริง และส่งผลงานเข้าร่วมการประกวด เพื่อร่วมเป็นเครือข่ายเยาวชนที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสร้างประโยชน์ให้กับสังคม
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า “การใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นการตัดสินใจ เปลี่ยนการตัดสินใจให้เป็นการป้องกัน และเปลี่ยนการป้องกันให้เป็นความปลอดภัยของประชาชน เพราะความมั่นคงของประเทศในอนาคต จะไม่ได้วัดจากการรับมือกับวิกฤตได้ดีเพียงใด แต่จะวัดจากการที่เรารู้เท่าทัน เตรียมพร้อม และลดความสูญเสียได้ก่อนที่วิกฤตจะเกิดขึ้น”
หลังจากนั้น รองนายกฯ และ รมว.อว พร้อมด้วย ผอ.สสน. และ อว. ส่วนหน้า ได้ร่วมประชุมขับเคลื่อนศูนย์บริหารจัดการสารสนเทศน้ำ จังหวัดอุดรธานีและจังหวัดสุโขทัย เพื่อเตรียมรับมือแผนการดำเนินการรับมือพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย โดยสั่งการให้จังหวัดดังกล่าวประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมสรุปการปฏิบัติงานร่วมระหว่างหน่วยงานเพื่อรับมืออุทกภัยในระดับความรุนแรงต่าง ๆ โดยอ้างอิงตามเกณฑ์ปริมาณน้ำที่สถานีเฝ้าระวังปริมาณน้ำท่าของจังหวัดต่อไป
