ไทย ชู NBF ฐานผลิตวัคซีนเพื่อความมั่นคงของชาติ พร้อมยกระดับสู่ศูนย์กลางชีวเภสัชภัณฑ์อาเซียน
ประเทศไทยเดินหน้ายกระดับความมั่นคงด้านยาและวัคซีน ด้วยการผลักดัน ”โรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุแห่งชาติ” (National Biopharmaceutical Facility: NBF) เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ รองรับการวิจัย พัฒนา ขยายกำลังการผลิต และผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ภายใต้มาตรฐาน GMP พร้อมรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และวางเป้าหมายผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางชีวเภสัชภัณฑ์ของภูมิภาคอาเซียน
NBF ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางขุนเทียน) (มจธ.บางขุนเทียน) ซึ่งเป็นที่ตั้งของอุทยานวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม และกลุ่มหน่วยวิจัยด้านอาหาร (Food) อาหารสัตว์ (Feed) พลังงานชีวมวล (BioFuel) และชีวเภสัชภัณฑ์ (BioPharma) หรือ 3F 1P โดยได้รับการพัฒนาเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติจากงบลงทุนภาครัฐกว่า 2450 ล้านบาท ครอบคลุมอาคาร เครื่องมือ และระบบการผลิตตามมาตรฐานสากล เพื่อรองรับการพัฒนายาชีววัตถุและวัคซีนสมัยใหม่ตลอดห่วงโซ่การผลิต
การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านชีวเภสัชภัณฑ์มีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการผลิตจริง ซึ่งยังเป็นข้อจำกัดสำคัญของประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก แม้นักวิจัยจะสามารถค้นพบสารออกฤทธิ์หรือเทคโนโลยีใหม่ได้ แต่การต่อยอดสู่การผลิตในระดับรองรับการศึกษาทางคลินิกและการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ยังจำเป็นต้องอาศัยโรงงานต้นแบบและโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐานสากล
ดร.อรรณพ นพรัตน์ รองอธิการบดี มจธ. บางขุนเทียน กล่าวว่า “บทเรียนจากโรคอุบัติใหม่ตอกย้ำว่า ความมั่นคงด้านสุขภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับองค์ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีศักยภาพในการพัฒนาและผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ภายในประเทศควบคู่กัน การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านชีวเภสัชภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล จะช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์จริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านยาและวัคซีนในระยะยาว”
ด้าน ดร.วรินธร สงคศิริ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์วิจัย มจธ. และรักษาการผู้อำนวยการ NBF กล่าวว่า โรงงานต้นแบบแห่งนี้ทำหน้าที่เป็น ”สะพานเชื่อม” ระหว่างงานวิจัยกับการผลิตจริง โดยรับผลงานวิจัยที่ค้นพบสารออกฤทธิ์แล้ว มาพัฒนาและขยายขนาดกระบวนการผลิต (Scale-up) ให้ได้มาตรฐานรองรับการศึกษาทางคลินิก ก่อนถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม ช่วยลดระยะเวลาและความเสี่ยงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมเพิ่มโอกาสในการนำผลงานวิจัยของไทยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง
”ประเทศไทยมีนักวิจัยที่สามารถค้นพบสารออกฤทธิ์และเทคโนโลยีใหม่ได้จำนวนมาก แต่ความท้าทายคือการผลักดันผลงานวิจัยออกจากห้องปฏิบัติการสู่การผลิตในระดับที่รองรับการทดลองทางคลินิกและต่อยอดเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญของ NBF สิ่งที่เราสร้างไม่ใช่โรงงานผลิตยาเพื่อแข่งขันในตลาด แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ช่วยให้นวัตกรรมของนักวิจัยไทยเดินทางจากห้องทดลองไปสู่ผู้ป่วยได้เร็วขึ้น และยังพร้อมรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขในอนาคต” ดร.วรินธร กล่าว
หัวใจสำคัญของ NBF คือการสร้าง ”ระบบนิเวศ” ที่รองรับการพัฒนาชีวเภสัชภัณฑ์ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงการเตรียมพร้อมผลิตในระดับอุตสาหกรรม โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลัก 3 ส่วนที่ทำงานเชื่อมโยงกัน ได้แก่ Bioprocess Research and Innovation Center (BRIC) ศูนย์วิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ Biopharmaceutical Characterization Laboratory (BPCL) ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์คุณลักษณะเฉพาะของยาชีววัตถุและวัคซีน ห้องปฏิบัติการนี้มุ่งเน้นการตรวจสอบคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของยาชีววัตถุ โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และ GMP Production Facility โรงงานต้นแบบสำหรับผลิตชีวเภสัชภัณฑ์เพื่อการศึกษาทางคลินิกและการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม การบูรณาการทั้งสามส่วนช่วยรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตั้งแต่การออกแบบกระบวนการผลิต การวิเคราะห์คุณภาพ การผลิตระดับต้นแบบ ไปจนถึงการเตรียมพร้อมผลิตเชิงอุตสาหกรรม เพื่อลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม
ด้าน ผศ.สุชาดา ไชยสวัสดิ์ ที่ปรึกษาโรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุแห่งชาติ (NBF) กล่าวว่า ปัจจุบัน NBF รองรับการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ได้หลายแพลตฟอร์ม ทั้งผลิตภัณฑ์จากจุลินทรีย์ เซลล์สัตว์ Plasmid DNA Viral Vector Protein Subunit Cell-based และยาชีววัตถุกลุ่ม Monoclonal Antibody ที่ช่วยรักษาโรคมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกัน และโรคหายาก แม้ยังไม่รองรับเทคโนโลยีวัคซีนแบบ mRNA แต่โครงสร้างพื้นฐานที่มีสามารถรองรับการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์สมัยใหม่และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากทั้งภาครัฐและเอกชนได้ พร้อมมีกำลังการผลิตวัคซีนประมาณ 4 ล้านโดสต่อปี เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข
”เป้าหมายของ NBF ไม่ใช่การเป็นผู้ผลิตยาเชิงพาณิชย์ แต่เป็นโรงงานต้นแบบของประเทศที่สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี และเพิ่มความพร้อมด้านการผลิตเมื่อเกิดวิกฤตด้านสาธารณสุข หากในอนาคตเกิดโรคอุบัติใหม่ หรือมีเทคโนโลยีวัคซีนและชีวเภสัชภัณฑ์ที่จำเป็นต่อประเทศ เราต้องการให้ประเทศไทยสามารถรับถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนากระบวนการผลิต และผลิตได้ภายในประเทศอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าและเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพในระยะยาว” ผศ.สุชาดา กล่าว
นอกจากเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์แล้ว NBF ยังถูกวางบทบาทให้เป็นศูนย์กลางพัฒนาบุคลากรด้านชีวเภสัชภัณฑ์และการแพทย์ขั้นสูงของประเทศ เปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัย วิศวกร เภสัชกร และบุคลากรภาคอุตสาหกรรม ได้ฝึกปฏิบัติจริงในโรงงานภายใต้มาตรฐาน GMP ตั้งแต่กระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการบริหารจัดการโรงงาน พร้อมขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และพันธมิตรในอาเซียน รวมถึงภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงงานวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี การผลิต และการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคอุตสาหกรรม
”การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ไม่สามารถอาศัยเพียงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี แต่ต้องสร้างบุคลากรที่มีประสบการณ์การทำงานจริงภายใต้มาตรฐาน GMP ควบคู่กันไป หากประเทศไทยต้องการเป็นฐานการพัฒนาและผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ของภูมิภาค เราจำเป็นต้องสร้างคนไปพร้อมกับการสร้างโรงงาน และเมื่อทุกภาคส่วนตั้งแต่นักวิจัย โครงสร้างพื้นฐาน โรงงานต้นแบบ ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานสนับสนุนทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ จะช่วยผลักดันนวัตกรรมของไทยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งด้านการรักษาผู้ป่วย การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” ดร.วรินธร กล่าว
ในระยะยาว NBF ตั้งเป้าขยายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรในอาเซียน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ของภูมิภาค ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยศักยภาพของ NBF จะถูกนำเสนอภายในงาน CPHI South East Asia 2026 จัดโดย บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ (ประเทศไทย) จำกัด ระหว่างวันที่ 8–10 ก.ค. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน และพันธมิตรจากทั่วโลกได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างความร่วมมือด้านชีวเภสัชภัณฑ์ วัคซีน การแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapeutics) และการพัฒนาและการผลิตตามสัญญา (CDMO)
การเข้าร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านชีวเภสัชภัณฑ์ของประเทศไทย พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านการลงทุน การวิจัย และการถ่ายทอดเทคโนโลยีกับนานาชาติ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางชีวเภสัชภัณฑ์ของอาเซียน และเสริมสร้างความมั่นคงด้านยาและวัคซีนในระยะยาว
