ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ พลิก ”สาหร่ายชีวมวล” สู่นวัตกรรมเส้นใยปั้นแฟชั่นรักษ์โลก เปลี่ยนของเสียในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นวัสดุชีวภาพมูลค่าสูง หนุนเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน
จากสาหร่ายที่เกษตรกรเคยมองว่า เป็นภาระและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการ วันนี้ ”สาหร่ายชีวมวลในบ่อเลี้ยงกุ้ง” ได้รับการพลิกโฉมสู่นวัตกรรมเส้นใยชีวภาพ (Biomass Fiber) สำหรับผลิตผืนผ้า เครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับ นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.จันทบุรี ที่เปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง พร้อมสร้างรายได้ ลดต้นทุน และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
นายปวีณ บุญส่ง นักวิชาการประมงปฏิบัติการ จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้มอบหมายให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ จัดแสดงผลงานในงาน Thailand Research Expo 2026 ภายใต้หัวข้อ ”พลังวิจัยสร้างสรรค์นวัตกรรมสาหร่ายทะเลไทย จาก Future Food สู่เส้นใยชีวมวล ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อความยั่งยืน”
ภายในงานได้นำเสนอองค์ความรู้จากการศึกษา ทดลอง และวิจัยการใช้ประโยชน์จากสาหร่ายทะเล ตั้งแต่การพัฒนาเป็นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ไปจนถึงการต่อยอดเป็นเส้นใยชีวมวล และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
จุดเด่นของผลงานครั้งนี้ คือ การนำ ”สาหร่ายชีวมวล” ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติในบ่อเลี้ยงกุ้ง หรือบ่อพักน้ำที่ถูกทิ้งร้าง 6 – 10 เดือน มาพัฒนาเป็นวัสดุใหม่แทนการกำจัดทิ้ง เดิมเกษตรกรต้องมีการจัดการสาหร่ายชนิดนี้ ก่อนเตรียมการเลี้ยงสัตว์น้ำรุ่นใหม่ ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายสูง แต่ปัจจุบันสาหร่ายเหล่านี้สามารถแปรรูปเป็นเส้นใยสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอ ช่วยเปลี่ยนต้นทุนให้กลายเป็นมูลค่า และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่แก่ชุมชนชายฝั่ง
นายปวีณ กล่าวว่า กระบวนการผลิตเส้นใยจากสาหร่าย มีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ได้แก่ เก็บสาหร่ายจากบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ นำมาตากแห้งเพื่อลดความชื้น โดยสาหร่ายสด 10 กิโลกรัม จะเหลือประมาณ 1 กิโลกรัม จากนั้นนำมาปั่นเป็นเส้นใย ก่อนทอร่วมกับเส้นใยฝ้ายจนได้ผืนผ้า และนำไปออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์รักษ์โลก เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ และสินค้าแฟชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนวัตกรรมดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดปริมาณของเสียจากระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แต่ยังเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรชีวภาพ สร้างรายได้ให้เกษตรกร ลดต้นทุนการจัดการบ่อเลี้ยง และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอสีเขียวของประเทศไทย สอดคล้องกับแนวทาง BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) ที่มุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ด้าน นางกัญญารัตน์ สุนทรา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เผยว่า ผลสำเร็จจากงานวิจัยด้านการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลและการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า รวมถึงการขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่ชายฝั่งในครั้งนี้ เป็นการใช้ประโยชน์จาก “สาหร่ายชีวมวล” ซึ่งพบในบ่อเลี้ยงกุ้ง หรือ บ่อพักน้ำ และเกษตรกรต้องมีต้นทุนในการจัดการมาพัฒนาเป็นเส้นใยและผลิตภัณฑ์ใหม่ สะท้อนการเปลี่ยนของเหลือใช้ในระบบเพาะเลี้ยงให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับชุมชน
การดำเนินงานดังกล่าวยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “เพิ่มมูลค่าสาหร่ายทะเลไทย” ของกรมประมง แผนแม่บทศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ (2566–2570) ของสำนักงาน กปร. และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 14 ด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน
สำนักงาน กปร. คณะอัญมณี สาขาวิชาการออกแบบเครื่องประดับ และคณะเทคโนโลยีทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขาวิชาการออกแบบสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี บริษัท ไทยนำโชค เท็กซ์ไทล์ จำกัด น.ส.จิรยา ประพรต ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนทางทะเล สำนักปฏิบัติการความยั่งยืนทางทะเล เครือเจริญโภคภัณฑ์ แบรนด์ Miyoss คุณธีรดารัตน์ จันทร์ชุม ผู้ประดิษฐ์งานฝีมือด้านอัญมณีในจ.จันทบุรี และทางจ.จันทบุรี”นางกัญญารัตน์ กล่าว
