“ผ้าใยกล้วย” จากของไร้ค่าสู่สินค้าขึ้นชื่อสร้างรายได้เพิ่ม113%
วิสาหกิจกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน จ.ปทุมธานี นำกระบวนการ “การรับ-ปรับ-ใช้เทคโนโลยี” มาปรับปรุงการทำเส้นใยกล้วยให้ได้มาตรฐาน ส่งผลให้ที่สมาชิกในกลุ่มมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 9000 บาทต่อเดือนเป็น 19200 บาทต่อเดือน
“ผ้าเส้นใยกล้วย” เป็นหนึ่งในสินค้าประจำจ.ปทุมธานี ที่สร้างรายได้ให้กับกลุ่มผู้ผลิตหลายชุมชนในจ.ปมุมธานี หนึ่งในนั้นคือวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน ซึ่งตั้งอยู่ที่ต.กระแชง อ.สามโคก จ.ปทุมธานี โดยผ้าใยกล้วยบัวหลวงที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน ผลิตขึ้นมาจากเส้นด้ายกาบกล้วยซึ่งมีจุดเด่นที่ความอ่อนนุ่มคล้ายผ้าขนสัตว์ จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า OTOP ของจังหวัด ทำให้ได้รับความสนใจจากลูกค้าทั้งในและนอกจังหวัด ส่งผลให้สมาชิกของวิสาหกิจชุมชนฯ ที่มีอยู่จำนวน 20 คน มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 19200 บาทต่อคนต่อเดือน
รศ.ดร.วารุณี อริยวิริยะนันท์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) หัวหน้าโครงการชุดประสานงานและบริหารจัดการสังเคราะห์และขับเคลื่อนแพลตฟอร์มสร้างรายได้ครัวเรือนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชนสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) หน่วยงานภายใต้กำกับของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. กล่าวว่า จากการทำงานของ มทร.ธัญบุรี ภายใต้โครงการท้าทายไทย โดยการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในช่วงปี พ.ศ. 2561 พบว่า จังหวัดปทุมธานี มีพื้นที่ปลูกกล้วยมากกว่า 3 หมื่นไร่ ทำให้มีต้นกล้วยที่ต้องจัดการหลังการเก็บเกี่ยวในแต่ละปีมากกว่าสามหมื่นตัน จึงร่วมมือกับจ.ปทุมธานีสนับสนุนให้เกิดการนำต้นกล้วยมาผลิตเป็นเส้นใยเพื่อขายให้กับกลุ่มที่สนใจ โดยหนึ่งในกลุ่มที่สนใจร่วมโครงการในช่วงนั้นก็คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน ต.กระแชง อ.สามโคก จ.ปทุมธานี
มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการผลิตผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพมากขึ้น ด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับการทอผ้าด้วยกี่กระตุก การทอให้เกิดลวดลาย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ของตลาด รวมถึงเข้าไปช่วยแก้ปัญหาการลอกและดึงเส้นใยกล้วยที่มีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ และได้ปริมาณต่ำไม่คุ้มกับเวลาและต้นทุน มาเป็นการใช้ “เครื่องแยกเส้นใยเชิงกลกึ่งอัตโนมัติ” ที่พัฒนาโดย ผศ.ดร.มานพ แย้มแฟง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบรี ซึ่งมีจุดเด่นคือสามารถผลิตเส้นใยธรรมชาติจากกาบกล้วยที่มีขนาดสม่ำเสมอ มีคุณภาพ มีความสะอาดสูง ได้อย่างรวดเร็วและเพียงพอกับความต้องการของอุตสาหกรรมแฟชั่นและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์
ส่งผลให้ผ้าเส้นใยกล้วยของกลุ่มได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั้งในและนอกจังหวัด และสามารถพัฒนาตนเองเป็นนวัตกรชุมชน ที่มีทักษณะในการรับ-ปรับ-ใช้ เทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอด ให้กับสมาชิกในกลุ่ม รวมถึงผู้สนใจรายอื่น ๆ ที่สำคัญคือทำให้เต้นกล้วยที่เคยเป็นวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นปีละ 30000 ตัน กลายเป็นของมีมูลค่าและเกิดการซื้อขายกันจริงๆ”
นางบุญนภา บัวหลวง ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน และนวัตกรชุมชนระดับ 4 กล่าวว่า องค์ความรู้ที่ได้รับจากทีมวิจัย นอกจากการสร้างรายได้เสริมให้กับผู้ว่างงาน และคนในชุมชน ด้วยการซื้อต้นกล้วยในราคาต้นละ 10 บาทแล้ว ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยกล้วยที่ปัจจุบันมีทั้งผ้าทอประจำจังหวัด ผ้ามัดหมี่ กระเป่า รวมถึงเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่ผลิตจากผ้าใยกล้วย ยังทำให้เกิดการจ้างงานในชุมชนตลอดสายพานอาชีพ ทั้งคนทอผ้า คนตัดเย็บผลิตภัณฑ์ คนตัดต้นกล้วยและจัดเตรียมวัตถุดิบ รวมถึงคนปั่นและจัดเตรียมเส้นด้าย รวมแล้วประมาณ 50 คน มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่า 113 เปอร์เซ็นต์ (จากรายได้เฉลี่ย 9000 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 19920 บาทต่อเดือน) นอกจากนี้ ยังช่วยกำจัดต้นกลัวยหลังฤดูเก็บเกี่ยวได้อีกด้วย
“ตอนทำงานเป็นช่างตัดเสื้อ การได้ตัดเสื้อผ้าสำหรับแสดงแฟชั่นโชว์ในงานระดับประเทศเมื่อหลายปีก่อนคือความสำเร็จสูงสุดในอาชีพชีวิตการทำงาน แต่หลังจากได้ตั้งกลุ่มร่วมกับคุณป้า คุณน้า คุณอา ที่เป็นคนในชุมชนคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เพราะทำให้คนในกลุ่มและคนในชุมชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้นจากสิ่งที่แต่ละคนช่วยกันทำขึ้นมา ทั้งการสางใย การปั่นด้าย การทอ รวมถึงการตัดเย็บ เพื่อให้เส้นใยและงานหัตถกรรมท้องถิ่นของสามารถแข่งขันในตลาดได้จริง”
ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวว่า ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน คือตัวอย่างที่ดีของการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการทำธุรกิจชุมชนที่สามารถทำหน้าที่เป็น กลไกขับเคลื่อนการเติบโตของชุมชน (Local Growth Engine) ที่ทำให้เกิดโครงสร้างกระจายรายได้อย่างแท้จริง มีการจ้างงานจริง และมีการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือ Local Wisdom มาสร้างหรือพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ของตนเองให้ได้
“ในระบบธุรกิจทั่วไป ผู้ประกอบการปลายทางจะมีสัดส่วนรายได้มากที่สุด ผู้ผลิตหรือคนต้นน้ำจะมีรายได้น้อยที่สุด ซึ่งจากการทำงานกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ และผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน ภายใต้แพลทฟอร์ม Local Enterprises (LE) เราพบว่าธุรกิจชุมชมจะมีการจ้างงานในพื้นที่เฉลี่ยประมาณ 10 ครัวเรือน ซึ่งตอนนี้เรามีธุรกิจชุมชนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่าสองหมื่นกลุ่ม ซึ่งในระยะต่อไปคือการเชื่อมต่อกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อกำหนดบทบาทของภาครัฐกับชุมชนที่เหมาะสม ก่อนจะขยายผลไปสู่ SMEs ทั่วประเทศ ทำให้ธุรกิจชุมชนเล็ก ๆ แบบวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวันที่มีอยู่ในชุมชนต่างๆทั่วประเทศ สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากหรือเศรษฐกิจชุมชน ที่สามารถ “รับ-ปรับ-ใช้เทคโนโลยี” และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจมหภาคที่ผันผวนและไม่แน่นอนได้”
