100 ปี วันพระราชสมภพ ในหลวง ร.9 “สืบสานพระราชปณิธาน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริ
ให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 6 แห่ง กระจายอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย และสาธิตการพัฒนาในรูปแบบการบริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) โดยนำผลสำเร็จจากการศึกษาทดลองมาขยายผลเป็นต้นแบบในลักษณะ “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” ให้ประชาชนและผู้สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในพื้นที่
การดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ครอบคลุมทั้งด้านการเกษตร แหล่งน้ำ ปศุสัตว์ ประมง และการพัฒนาในมิติอื่น ๆ ที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของประชาชน เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ปัจจุบันศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ มีผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากทุกภาคส่วน
เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี วันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงเป็นต้นแบบแห่งนักพัฒนา นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กปร. ได้ดำเนินโครงการ “100 ปี วันพระราชสมภพ สืบสานพระราชปณิธาน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 6 แห่ง และจังหวัดเป้าหมายในแต่ละภูมิภาค รวม 10 จังหวัด เพื่อสืบสานพระราชปณิธานผ่านการถ่ายทอดและขยายผลองค์ความรู้จากศูนย์ศึกษาฯ ไปสู่เกษตรกรที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ดังกล่าว กลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรที่มีความมุ่งมั่นและความเพียรในการประกอบอาชีพ แต่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยหรือข้อจำกัดต่าง ๆ จนอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะความยากจน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีสัดส่วนประชากรยากจนในระดับสูงของแต่ละภูมิภาค
นางสุพร กล่าวว่า “โครงการนี้มุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถยกระดับคุณภาพชีวิต ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากหลักสูตรและองค์ความรู้ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยเน้นการลงมือปฏิบัติจริง และนำองค์ความรู้ไปพัฒนาต่อยอดในการประกอบอาชีพด้วยตนเอง ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และแนวทางการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ”
สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้วยตนเอง แต่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้และทักษะด้านการเกษตรที่เหมาะสม หรือยังไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการขั้นพื้นฐานของชีวิต ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะความยากจนได้ โดยอ้างอิงจากเส้นความยากจนของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2567 ที่กำหนดไว้เฉลี่ย 3078 บาทต่อคนต่อเดือน ทั้งนี้ เกษตรกรต้องเป็นผู้มีความมุ่งมั่น มีความยืดหยุ่น พร้อม “ระเบิดจากข้างใน” และพร้อมเปิดรับองค์ความรู้ใหม่เพื่อนำไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพของตนเอง
พื้นที่ทำกินของเกษตรกรเป้าหมายมีขนาดตั้งแต่ 0.5 – 20 ไร่ สามารถเป็นทั้งที่ดินกรรมสิทธิ์ของตนเอง หรือที่ดินเช่าเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยต้องสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ได้จริง ส่วนกรณีเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์หรือพื้นที่ส่วนกลางของชุมชน สามารถดำเนินงานในรูปแบบกลุ่มได้ไม่น้อยกว่า 5 คน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มผลผลิต และยกระดับสุขภาวะของชุมชน ผ่านกระบวนการเสริมพลังกลุ่มและการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ ศูนย์ศึกษาฯ และศูนย์สาขาจะถ่ายทอดองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริให้แก่เกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย ผ่านกระบวนการเรียนรู้ การฝึกอบรม และการบ่มเพาะจากพื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ โดยเมื่อเกษตรกรมีความพร้อม จะมีระบบพี่เลี้ยงจากทีมงานศูนย์ศึกษาฯ และเกษตรกรต้นแบบร่วมติดตามและให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง
โครงการดังกล่าวจะคัดเลือกเกษตรกรจำนวน 100 คน จาก 10 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ จ.ตาก และจ.อุตรดิตถ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.หนองบัวลำภู จ.อำนาจเจริญ และจ.ศรีสะเกษ ภาคกลาง จ.ตราด จ.ประจวบคีรีขันธ์ และจ.ลพบุรี รวมถึงภาคใต้ จ.พัทลุง และจ.สตูล พร้อมทั้งมีการติดตาม ประเมินผล และจัดทำรายงานผลเชิงประจักษ์เป็นรายบุคคลอย่างต่อเนื่อง
โครงการ “100 ปี วันพระราชสมภพ สืบสานพระราชปณิธาน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ไม่เพียงเป็นการนำร่องขยายผลองค์ความรู้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริไปสู่เกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย 100 คน ใน 10 จังหวัดเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถเพิ่มรายได้อย่างน้อยร้อยละ 20 ลดรายจ่ายภายในครัวเรือน และมีภูมิคุ้มกันด้านอาหารเพิ่มขึ้น อันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเกิดการพัฒนาตามแนวพระราชดำริอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ
