เมื่อ : 17 มิ.ย. 2569

หลายปีมานี้ผู้คนทั่วโลกล้วนได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน หรือ “โลกเดือด” มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ขณะเดียวกันหน่วยงานทั้งภาครัฐ-เอกชน และผู้คนทั่วไปจำนวนไม่น้อยได้ออกมาร่วมด้วยช่วยกันทุกวิถีทาง เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติบนโลกใบนี้ให้กลับมาน่าอยู่เหมือนเดิม

ชาวบ้านท่ามะพร้าว ต.คลองพน อ.คลองท่อม จ.กระบี่  ซึ่งส่วนหนึ่งประกอบอาชีพทำประมง ทั้งจับปลาในทะเลและเลี้ยงปลาในกระชัง เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรงในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้นิ่งดูดาย ได้รวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว แม้ตอนนี้จะยังไม่เห็นผลทันตาก็ตาม โดยทำธนาคารปูทะเล เพาะเลี้ยงลูกปูก่อนปล่อยลงทะเล เพื่อหวังเพิ่มประชากรปูให้มากขึ้น พร้อมชักชวนเด็กๆ และชาวบ้านมาช่วยกันปลูกป่าชายเลน เพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์เป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำทั้งหลาย

บ้านท่ามะพร้าว เป็นหนึ่งใน 14 หมู่บ้านของต.คลองพน พื้นที่ตั้งอยู่ติดริมทะเล คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีอาชีพทำประมง และมีแหล่งอาหารทะเลที่อุดมสมบูรณ์ ย้อนไปในอดีตเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ชุมชนแห่งนี้ประสบปัญหาอย่างหนักจากการบุกรุกของนายทุน ป่าและระบบนิเวศถูกทำลาย สัตว์น้ำในทะเลหายไป ชาวบ้านต้องไปทำงานต่างถิ่น แต่ด้วยความเข้มแข็งของผู้นำบวกกับพลังความสามัคคีของชุมชน จึงได้ร่วมกันขับเคลื่อนแบบบูรณาการในรูปแบบ “บรม” อันประกอบด้วย บ้าน โรงเรียน มัสยิด รวมเป็นหนึ่งเดียว จนสามารถกอบกู้วิกฤติพลิกฟื้นผืนป่ากลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง ทว่าเมื่อไม่กี่ปีมานี้ต้องเจอปัญหาโลกร้อนเข้าอีก
 

นายหร้อหมาน  ไร่ใหญ่  ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านบ้านท่ามะพร้าว เล่าให้ฟังว่า แต่ละคืนที่ออกทะเลจับปลา ปู และกุ้ง ได้น้อยกว่าเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด ปกติจะอออกทะเลตอนเที่ยงคืน ในอดีตได้กุ้งกว่า 10 กิโลกรัม ได้ปู 5 กิโลกรัม แต่ปัจจุบันได้น้อยมากแค่อย่างละกิโลกรัมกว่าๆ เพราะอากาศร้อนและแล้งมาก ผิดกับสมัยก่อนฝนฟ้าเป็นไปตามฤดูกาลตามธรรมชาติ ปูไม่เข้าฝั่งแต่ไปอยู่โซนน้ำลึกหมด ขณะที่ตนทำประมงชายฝั่งประมาณ 1 กิโลเมตรเท่านั้น พอจับปลาได้น้อยลง รายได้ก็ลดลงอย่างมาก ต้องหาอาชีพอื่นทำเสริมไปด้วย

“ผลกระทบโดยตรงจากภาวะโลกร้อนที่พวกเราชาวประมงเจอก็คือ จับปลาได้น้อยลงกว่าเดิมมาก เมื่อก่อนออกทะเลคืนหนึ่ง ขายแล้วได้ประมาณ 3000 บาท แต่เดี๋ยวนี้ได้แค่ 300 – 400 บาทเท่านั้น

“ธนาคารปูที่ทำ จะให้ชาวบ้านที่ได้ปูไข่มานำมาฟักในบ่อพัก พอเป็นลูกปูแล้วก็นำไปปล่อย  แต่ตอนนี้ก็เจอปัญหา เมื่อก่อนจับปูแม่พันธุ์วันละ 20-30 ตัว  พอช่วง 2-3 ปีมานี้ วันละ 2-3 ตัวก็หายากแล้ว เพราะปูจะไม่เข้ามาในป่าชายเลนให้จับ พวกมันจะหลบอากาศร้อนไปอยู่ในทะเลลึกๆ มากกว่า”

ใช่เพียงชาวประมงที่จับกุ้งหอยปูปลาในทะเลกระบี่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโลกร้อนเท่านั้น กลุ่มที่เลี้ยงปลาในกระชังก็มีชะตากรรมเดียวกัน

นายอมร เย็บปัก ประธานกลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง ต.คลองพน อ.คลองท่อม กล่าวว่า ตอนนี้เลี้ยงปลากะพง อุปสรรคที่เจอคือปลาเหยื่อราคาสูงขึ้น และพ่อค้าที่มารับซื้อปลาก็ให้ราคาต่ำลง  ซึ่งเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ทางกลุ่มเลี้ยงปลาเก๋า แต่จากปัญหาโลกร้อนและมลพิษในน้ำ อุณหภูมิน้ำร้อนขึ้น จึงเลี้ยงไม่ได้ต้องหันมาเลี้ยงปลากะพงแทนทำให้รายได้ลดลง เพราะปลาเก๋าขายได้กิโลกรัมละ 250-300 บาท แต่พอเป็นปลากะพง ได้แค่กิโลกรัมละ140-150 บาทเท่านั้น

”ปัญหาโลกร้อนมีผลกระทบกับการเลี้ยงปลาในกระชัง ถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนจากปลาเก๋ามาเป็นปลากะพงก็เจอภาวะโลกร้อนเช่นกัน นั่นคือทำให้เลี้ยงปลาโตช้า และมีปัญหาโรคที่มีปรสิตมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม และมกราคม เป็นช่วงหน้าหนาว พวกเราผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไม่สามารถเลี้ยงปลาได้เลย เนื่องจากจะติดเชื้อโรคทำให้ปลาตายได้  

“นอกจากจะขาดรายได้แล้ว บางรายถึงขั้นขาดทุนด้วย จึงต้องหยุดไม่เลี้ยงในช่วงที่มีเชื้อโรคในหน้าหนาว ถ้าเป็นช่วงเวลาที่ฝนลงเราต้องรีบเลี้ยง พอหน้าหนาวต้องหยุดการเลี้ยง นั่นคือกำหนดเวลาที่เราต้องเลี้ยงปลากะพง เลยทำให้มีขีดจำกัดของการเลี้ยง  ไม่สามารถเลี้ยงได้ตลอดทั้งปี”

ประธานกลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังบอกอีกว่า อุปสรรคที่เจอทำให้สมาชิกต้องหาอาชีพเสริม หรือต้องมีอาชีพที่สอง ไม่เช่นนั้นจะไม่พอกิน จากเดิมที่เลี้ยงปลาเก๋าได้ปีละแสนกว่าบาทถึงสองแสน  แต่พอมาเลี้ยงปลากะพงได้ปีละ 50000 - 100000 บาท จึงต้องไปรับจ้างทำก่อสร้างบ้าง รับจ้างกรีดยางตัดปาล์มบ้าง บางคนก็ออกเรือหาปลาหาปู

ผู้คนต่างได้รับผลกระทบจากปัญหาโลกร้อนในบริบทที่แตกต่างกัน แม้แต่คนสร้างบ้านเลี้ยงนกนางแอ่นก็ได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน ตามคำบอกเล่าของนายกมล เย็บปัก ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 ต.คลองพน อ.คลองท่อม ซึ่งสร้างบ้านนกทั้งที่กระบี่และสตูล ให้ข้อมูลว่า เมื่ออุณหภูมิของโลกสูงขึ้น อากาศร้อน วงจรการเกิดของแมลงก็มีปัญหา ทำให้แมลงมีจำนวนน้อยลง นกนางแอ่นจึงจำเป็นต้องออกไปหากินในระยะไกลขึ้น  ส่งผลต่อการเจริญเติบโตที่ช้าลง ลูกนกไม่แข็งแรง และเกิดความเครียด จนสร้างรังที่คุณภาพต่ำ

ว่าไปแล้ว ชุมชนบ้านท่ามะพร้าวก็มีประสบการณ์อันเจ็บปวดกับปัญหาผืนป่าชายเลนถูกทำลาย ทำให้สัตว์น้ำน้อยลง ซึ่งแม้จะช่วยกันฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์กลับมาได้ แต่ในวันนี้ปัญหาโลกร้อนก็หนักหนาสาหัสเกินกว่ากำลังของชาวบ้านที่จะแก้ได้เพียงลำพัง แต่พวกเขาก็ยังช่วยกันแก้ปัญหานี้ต่อไป ด้วยการระดมนักเรียน เยาวชนและชุมชนมาร่วมกันปลูกป่าชายเลน
 

นายสุบิน นิยมเดชา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่ามะพร้าว เล่าว่า ทางโรงเรียนในชุมชนบ้านท่ามะพร้าวได้นำนักเรียนมาเรียนรู้ป่าชายเลน โดยร่วมกันมาปลูกต้นไม้ เพื่ออนุรักษ์ผืนป่านี้ไว้ ซึ่งป่าจะช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้ นอกจากนั้นทางโรงเรียนก็ยังทำเรื่องการคัดแยกขยะด้วย เพื่อนำขยะบางส่วนไปรีไซเคิล  แม้เรื่องที่ทำอยู่อาจมองเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าต่อไปเด็กๆ ทุกคนนำไปใช้ในชีวิตประจำวันก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับโลกใบนี้
 

ด้านน.ส.สุพิตา น้ำใส แกนนำเยาวชน ต.คลองพน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทางสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ได้สนับสนุนงบประมาณในการนำนักเรียนและเหล่าเยาวชนพร้อมชาวบ้านมาปลูกป่าชายเลน มีทั้งต้นแสม และต้นโกงกางใบใหญ่ เพื่อให้ต้นไม้เหล่านี้ช่วยปล่อยก๊าซออกซิเจนในช่วงกลางวัน ทำให้ชั้นบรรยากาศลดภาวะเรือนกระจก ในส่วนเด็กๆ เองจะได้เรียนรู้ว่า เมื่อไรก็ตามที่ปลูกต้นไม้เยอะๆ จะช่วยเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และจะเป็นแหล่งที่อากาศที่ดีที่สุด

เมื่อก่อนป่าชายเลนของหมู่บ้านอากาศดีมาก แต่ด้วยผลกระทบหลายอย่างที่ทำให้เกิดมลพิษและจากภาวะโลกร้อน วันนี้แปลงป่าชายเลนของต.คลองพน เป็นเหมือนห้องแอร์  และเป็นห้องเรียนธรรมชาติให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จากการสอบถามพูดคุยกับเด็กๆ ของโรงเรียนบ้านท่ามะพร้าวที่มาช่วยกันปลูกป่า พวกเขาต่างรับรู้ตรงกันว่า การปลูกป่าจะช่วยลดโลกร้อนได้ และพร้อมที่จะมีส่วนร่วม ซึ่งทางโรงเรียนและหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนก็ได้จัดกิจกรรมปลูกป่าชายเลนมาอย่างต่อเนื่อง

ด.ช. ฮาซิม บ่อม่วง ชั้นป.5 หนึ่งในนักเรียนโรงเรียนบ้านท่ามะพร้าวที่ได้มาร่วมปลูกป่าด้วย บอกว่า  ปลูกป่าไม่ยากอะไร สนุกดี การปลูกต้นไม้จะช่วยบังแดด  ไม่ให้อากาศร้อนจัดได้ ปัญหาโลกร้อน ทำให้สัตว์ พืช และคน ได้รับผลกระทบไปหมด สัตว์น้ำอาจตายเมื่อขาดน้ำขาดอาหาร พอไม่มีสัตว์น้ำคนก็จะขาดแคลนอาหารไปด้วย

ทั้งหมดนี้ ทำให้ได้เห็นแล้วว่า ชาวบ้านในต.คลองพน อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ได้ร่วมแรงร่วมใจจัดกิจกรรมลดโลกร้อนเท่าที่กำลังจะทำได้ในหลากหลายวิธี โดยดึงคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ มาช่วยกัน และแม้ปัญหาโลกร้อนอาจจะยังเกิดขึ้นต่อไป แต่เชื่อว่าความพยายามเหล่านี้จะช่วยลดอุณหภูมิความร้อนของโลกได้บ้างไม่มากก็น้อย