เมื่อ : 14 มิ.ย. 2569

เกษตรกรเข้ารับหัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าวแทนการเผา ประสบความสำเร็จ โดยฤดูนาปี ที่ผ่านมา สามารถลดต้นทุนได้จริง แถมดินดี ผลผลิตงาม เพียง 7 วันหลังหว่านจุลินทรีย์ย่อยสลายฯ สามารถเตรียมแปลงปลูกข้าว หรือปลูกพืชหลังนาได้ทันที ส่วนแปลงอ้อย และ ข้าวโพดเจริญเติบโตได้ดีโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ดินมีความอุดมสมบูรณ์ อุ้มน้ำได้ดี เพิ่มอินทรียวัตถุ และธาตุอาหารสำคัญของต้นอ่อนพืช เกษตรกรพึงพอใจและขยายผลการใช้อย่างต่อเนื่อง
 

นางสุปรานี มั่นหมาย นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยระหว่างการสาธิตการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าว เพื่อลดการเผาฟางข้าว แก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ภาคเกษตร และเพิ่มธาตุอาหารในดิน ณ ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS นครสวรรค์ หมู่ที่ 10  บ้านด่านพัฒนา ต.เขาชนกัน อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ปัญหาการเผาตอซังและฟางข้าวเพื่อเตรียมแปลงนาในฤดูการผลิตถัดไปของเกษตรกร เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติของดิน ทำให้ดินแน่นทึบ อัตราการซาบซึมน้ำต่ำ ปริมาณไนโตรเจนบริเวณผิวดินลดลง รวมทั้งจำนวนและความหลากหลายของชนิดจุลินทรีย์ในดินลดลง การเผาตอซังถือเป็นการสูญเสียธาตุอาหารที่ควรหมุนเวียนกลับคืนสู่ดินในพื้นที่ปลูกข้าว 

รวมทั้งเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน และส่งผลให้เกิดปัญหาฝุ่น PM2.5 เพื่อเป็นการลดผลกระทบจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และเป็นการส่งคืนธาตุอาหารรวมถึงอินทรียวัตถุลงสู่ดิน อันเป็นแนวทางการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กรมวิชาการเกษตร จึงได้ร่วมกับเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรรณรงค์ลดการเผาตอซังข้าว โดยใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าวในช่วงก่อนเตรียมแปลงปลูก ใช้จุลินทรีย์ในอัตรา 1-1.5 กิโลกรัมต่อไร่ ผสมกับปุ๋ยหมัก ที่เกษตรกรผลิตเองในอัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ และใช้ยูเรียอัตรา 3-5 กิโลกรัม/ไร่ สามารถย่อยสลายตอซังและฟางข้าวได้ภายใน 5-7 วัน

 

จากนั้นเกษตรกรสามารถเตรียมแปลงปลูกข้าวได้ตามปกติ ทั้งนี้ผลผลิตข้าวที่ได้สูงกว่าการไม่ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายฯ และหากมีการใช้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว จะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและสภาพแวดล้อมโดยรวม เนื่องจากจุลินทรีย์ฯ ที่กรมวิชาการเกษตรส่งเสริมให้เกษตรกรใช้นั้น ไม่เพียงช่วยลดการเผาฟางข้าวหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ และลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรอีกด้วย
 

“ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายฯ อัตรา 1–1.5 กิโลกรัมต่อไร่ กระจายให้ทั่วพื้นที่แปลงปลูกข้าวหลังการเก็บเกี่ยว หากแปลงใดมีปริมาณฟางข้าวมาก ก็ใช้ปุ๋ยยูเรีย หรือ ปุ๋ยหมักในปริมาณ 5 กิโลกรัมต่อไร่ แต่หากมีปริมาณฟางข้าวปานกลาง ใช้ 3 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ให้ย่อยสลายฟางข้าวได้รวดเร็วขึ้น และปล่อยให้เกิดการย่อยสลายประมาณ 5–7 วัน จากนั้นสามารถปลูกข้าวได้ตามปกติ” นางสุปรานี มั่นหมาย นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กล่าว

ด้านนายไกรทอง ลุนไทโย ประธานศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS นครสวรรค์ หมู่ที่ 10 บ้านด่านพัฒนา ต.เขาชนกัน อ.แม่วงก์  จ.นครสวรรค์ ซึ่งเข้าร่วมโครงการฯ เปิดเผยว่า หลังจากใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าวในฤดูการผลิตข้าวนาปี 2568 พบว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยฟางข้าวและตอซังสามารถย่อยสลายได้ตามเป้าหมาย ผลผลิตที่ได้รับมีปริมาณมากและมีคุณภาพดีกว่าการเผาและใช้ปุ๋ยเคมีเช่นในอดีต จากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ในฤดูการผลิตข้าวนาปี 2569 มีเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงเดินทางเข้ามาศึกษาเรียนรู้และรับจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าวไปใช้เป็นจำนวนมาก


“ในพื้นที่ส่วนใหญ่ทำนาปี หลังการเก็บเกี่ยวก็จะเตรียมแปลงเพื่อปลูกพืชหลังนาทันที โดยส่วนใหญ่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อย เมื่อนำจุลินทรีย์ย่อยสลายฯ มาใช้ พบว่าเพียง 7 วัน ก็สามารถเตรียมแปลงเพื่อปลูกข้าวโพดได้ทันที ที่สำคัญดินในแปลงมีคุณภาพดีขึ้น มีความชื้น ดินร่วนซุย และมีอินทรียวัตถุซึ่งเป็นอาหารสำคัญของต้นอ่อนข้าวโพด ส่งผลให้พืชหลังนาเจริญเติบโตได้ดี และให้ผลผลิตที่สูงขึ้น ปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากในพื้นที่เลิกเผาตอซัง หันมาใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายฯ ดังกล่าว  ขอขอบคุณกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ส่งเสริมและสนับสนุนสิ่งดี ๆ ให้แก่เกษตรกร” นายไกรทอง กล่าว

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ