สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม เดินหน้าขับเคลื่อนการค้า-การลงทุนไทย-เวียดนาม ชูโอกาสใหม่รับเศรษฐกิจภูมิภาคเติบโต ในวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต
สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม (Thailand-Vietnam Business Council) เดินหน้าตอกย้ำบทบาทในฐานะกลไกสำคัญของภาคเอกชนในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระหว่างประเทศไทยและประเทศเวียดนาม ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเวียดนามในฐานะหนึ่งในตลาดศักยภาพสำคัญของภูมิภาคอาเซียน
นับตั้งแต่การก่อตั้งในปี 2555 สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ได้เดินหน้าเป็นตัวกลางส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระหว่างสองประเทศ ทั้งในระดับภาครัฐต่อภาครัฐ (G2G) ภาคเอกชนต่อภาคเอกชน (B2B) รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ในการขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดเวียดนาม ผ่านการให้คำปรึกษาด้านการค้าและการลงทุน การผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างสองประเทศ ปัจจุบัน สภาธุรกิจไทย-เวียดนามมีสมาชิกรวมกว่า 153 ราย ครอบคลุมภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการ SMEs สถาบันการเงิน และพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมเดินหน้าสร้างระบบสนับสนุนผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง ตลอดปีที่ผ่านมา สภาธุรกิจไทย-เวียดนามได้ดำเนินกิจกรรมสำคัญอย่างต่อเนื่อง
อาทิ การเข้าร่วมงาน Vietnam-Thailand Business Forum การจัดกิจกรรม Business Consulting Day Breaking Borders Building Future เส้นทางใหม่สู่เวียดนาม เข้าร่วมการประชุม Team Thailand Plus ระหว่างภาครัฐและเอกชนไทยในเวียดนาม เข้าร่วมหารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทย ท่าน ฝั่ม เหวียต หุ่ง (H.E. Mr. Pham Viet Hung) รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสนับสนุนการขยายโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม เปิดเผยว่า เวียดนามถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงของภูมิภาค จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ และบทบาทที่เพิ่มขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายธุรกิจและสร้างการเติบโตในระยะยาวได้อย่างมีศักยภาพ
ปัจจุบัน เวียดนามถือเป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญของไทย โดยในปี 2568 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและเวียดนามอยู่ที่กว่า 2.36 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกจากไทยไปเวียดนามกว่า 1.28 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าการนำเข้าจากเวียดนามกว่า 1.08 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมตั้งเป้ามูลค่าการค้ารวมสู่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มการเติบโตด้านการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม และการยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’ (Comprehensive Strategic Partnership) สภาธุรกิจไทย-เวียดนามยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสำคัญระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อช่วยลดอุปสรรคทางการค้า สร้างโอกาสการลงทุนใหม่ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตในเวียดนามได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน
ในการนี้ทางสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ได้จัดสัมมนา “Vietnam Next Move: From Market Entry to Market Leadership ก้าวต่อไปของธุรกิจไทยในเวียดนาม” ในวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่อาคาร CW Tower เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทยและเวียดนาม โดยมี คุณจริยา จิราธิวัฒน์ กล่าวเปิดงาน และได้รับเกียรติจาก ท่าน ฝั่ม เหวียต หุ่ง กล่าวปาฐกถาพิเศษภายในงาน พร้อมด้วย คุณอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย ร่วมให้เกียรติกล่าวปาฐกถาพิเศษผ่านระบบวิดีทัศน์จากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เพื่อร่วมสะท้อนมุมมองต่อโอกาสความร่วมมือระหว่างสองประเทศในอนาคต
ภายในงานจัดให้มีการเสวนาใน 2 หัวข้อ ได้แก่ “Vietnam Direction 2026 : ทิศทางเศรษฐกิจ กฎระเบียบใหม่ และแนวทางปฏิบัติสำหรับธุรกิจไทย” เพื่ออัปเดตแนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนามและกฎระเบียบใหม่ รวมถึงหัวข้อ “ช่องทางการขายที่มีศักยภาพ และวิธีการนำสินค้าเข้าไปขายในช่องทางที่เหมาะสม” ซึ่งเป็นการเจาะลึกในด้านโอกาสทางธุรกิจ ช่องทางค้าปลีก ค้าส่ง การค้าแบบดั้งเดิม และ e-Commerce เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางกลยุทธ์และขยายธุรกิจในเวียดนามได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ท่าน ฝั่ม เหวียต หุ่ง กล่าวว่า เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ของการพัฒนาประเทศ และได้ตั้งเป้าหมายชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงภายในปี 2573 พร้อมมุ่งสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูงภายในปี 2588 โดยปัจจุบัน ประเทศเวียดนามถือเป็น 1 ใน 35 ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และในปี 2568 ที่ผ่านมา GDP ของเวียดนามเติบโตสูงถึง 8.02% และมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นกว่า 60 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นนโยบายโด่ยเหมย (Doi Moi) ในปี 2529
สำหรับความสัมพันธ์กับประเทศไทย ปัจจุบันไทยถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของเวียดนาม โดยมีโครงการลงทุนสะสมกว่า 789 โครงการ คิดเป็นมูลค่าจดทะเบียนรวมกว่า 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอกย้ำสถานะของประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และนักลงทุนต่างชาติชั้นนำในเวียดนาม
นอกจากนี้ โอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ยังถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านความร่วมมือไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยอาศัยความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่เกื้อกูลกัน ระหว่างเวียดนามที่เป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค กับไทยที่มีความแข็งแกร่งด้านโลจิสติกส์ ค้าปลีก และอุตสาหกรรมเกษตร เพื่อร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มใหม่สำหรับการเติบโตที่ยั่งยืน อาทิ เศรษฐกิจสีเขียว พลังงานหมุนเวียน และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับสถานะของทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งเปลี่ยนความท้าทายต่าง ๆ ให้เป็นโอกาสและนำไปสู่การเติบโตอย่างมั่นคงร่วมกัน
พร้อมกันนี้ในปี 2569 สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ยังมีแผนเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลเศรษฐกิจเวียดนามบนเว็บไซต์สภาฯ จัดคณะศึกษาดูงานด้านการค้าและการลงทุน รวมถึงพัฒนาระบบสนับสนุนสมาชิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจไทยในการขยายโอกาสสู่ตลาดเวียดนาม พร้อมเดินหน้าสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยและเวียดนามให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สอดรับกับการเติบโตของภูมิภาคอาเซียน และต่อยอดความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศสู่โอกาสใหม่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
