เมื่อ : 18 มี.ค. 2569


“ปากน้ำโพ” เป็นชื่อที่ใช้เรียกจากจ.นครสวรรค์ ซึ่งสะท้อนบทบาทสำคัญของพื้นที่แห่งนี้ในฐานะจุดเชื่อมต่อการคมนาคมทางน้ำมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ในอดีตพื้นที่ปากน้ำโพเป็นศูนย์กลางการค้าขนาดใหญ่ เพราะเป็นจุดที่เรือสินค้าจากแม่น้ำสายสำคัญ ได้แก่ ปิง วัง ยม และน่าน ล่องมารวมกัน ก่อนจะมีการคัดเลือกและประมูลสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ ทั้งจากพ่อค้าทางภาคเหนือและจากกรุงเทพฯ


จากศูนย์กลางการค้าขายทางน้ำดังกล่าว ปากน้ำโพค่อย ๆ พัฒนาเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยเฉพาะกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของเมืองนครสวรรค์


อย่างไรก็ตาม เมื่อความเจริญเข้ามาและการคมนาคมเปลี่ยนผ่านจากทางน้ำสู่ทางบก การสร้างเส้นทางรถไฟและสถานีรถไฟปากน้ำโพ รวมถึงถนนสายหลักและสะพานเดชาติวงศ์ ทำให้การเดินทางสู่ภาคเหนือสะดวกรวดเร็วขึ้น นครสวรรค์จึงกลายเป็น “เมืองผ่าน” มากกว่าเมืองศูนย์กลางการค้า เศรษฐกิจของเมืองค่อย ๆ เคลื่อนย้ายไปสู่พื้นที่ติดถนนสายหลักและย่านใหม่ ๆ ย่านตลาดเก่าที่เคยคึกคักจึงค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงอาคารเก่าและบ้านเรือนที่บอกเล่าเรื่องราวในอดีต บางแห่งถูกใช้เป็นที่อยู่อาศัย ร้านอาหารเล็ก ๆ หรือร้านค้าชุมชน ซึ่งจะกลับมามีชีวิตชีวาเพียงช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น เทศกาลตรุษจีนหรือช่วงปลายปีเท่านั้น

ผศ. ดร.กฤษณะ ดาราเรือง มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา อธิบายถึงที่มาของการฟื้นฟูพื้นที่แห่งนี้ว่า ย่านตลาดเก่าแห่งนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และยังมีวิถีวัฒนธรรมของคนไทยเชื้อสายจีนที่สืบทอดกันมานับร้อยปี ซึ่งสามารถพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมได้ แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การทำวิจัยในโครงการ วิจัย “การพัฒนาตลาดปากน้ำโพด้วยฐานทุนวัฒนธรรมและกลไกความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และสำนึกท้องถิ่น” ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.)  หน่วยงานในสังกัดสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ.  ที่มีเป้าหมายสำคัญในการนำ “ทุนทางวัฒนธรรม” ของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต ประเพณี อาหารพื้นถิ่น หรือสถาปัตยกรรมเก่าแก่ มาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวและกิจกรรมใหม่ ๆ เพื่อคืนชีวิตให้กับย่านเศรษฐกิจเก่าของเมืองนครสวรรค์

จากทุนวัฒนธรรมสู่ตลาดสร้างสรรค์ของคนทุกวัย


ทีมวิจัยมองว่า ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ทุนวัฒนธรรมสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงช่วงเทศกาลตรุษจีนเพียงไม่กี่วัน แนวคิดจึงถูกพัฒนาไปสู่การสร้าง “ตลาดวัฒนธรรมสร้างสรรค์” ที่ผสมผสานเสน่ห์ของวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับความร่วมสมัย เปิดพื้นที่ให้ผู้คนทุกช่วงวัยสามารถเข้ามาเดินเที่ยว เรียนรู้ และจับจ่ายใช้สอยได้ โดยภายในตลาดจะมีทั้งอาหารพื้นถิ่น อาหารโบราณของคนจีน ร้านค้าชุมชน งานศิลปะ การเขียนพู่กันจีน และการแสดงวัฒนธรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อสร้างบรรยากาศที่สะท้อนอัตลักษณ์ของปากน้ำโพอย่างแท้จริง

 

สำหรับการทำงานภายใต้กรอบการวิจัยนี้ ทีมงานได้เริ่มต้นจากการสำรวจและค้นหาทุนวัฒนธรรมในพื้นที่ พร้อมทั้งสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐ  การทำงานในระยะแรกมุ่งเน้นไปที่การพูดคุยและสร้างความเข้าใจร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นชุมชน ผู้ประกอบการ รวมถึงหน่วยงานในพื้นที่ เช่น เทศบาลนครนครสวรรค์ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานนครสวรรค์ เพื่อกำหนดเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเดิมให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

จากการสำรวจย่านเก่า 7 แห่ง ได้แก่ ย่านวัดหัวเมือง ย่านตลาดลาว ย่านซุนหงส์ ย่านหน้าผา ย่านตลาดริมน้ำย่านวัดโพธาราม–ตลาดบ่อนไก่ และย่านตลาดสดเทศบาล จนได้ข้อสรุปลงตัวที่ “ย่านวัดหัวเมือง” บนถนนสุชาดา เป็นพื้นที่นำร่อง เนื่องจากมีความโดดเด่นด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความพร้อมของสถานที่

 

พื้นที่ดังกล่าวจึงถูกพัฒนาเป็นตลาดวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในชื่อ “ปากน้ำโพโซกู้ด @ Suchada Street Style”
โดยตลาดนี้จัดขึ้นใน วันเสาร์–อาทิตย์สุดท้ายของทุกเดือน และเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนก.ยินดี 2568 เป็นต้นมา



ย่านวัดหัวเมือง เสน่ห์เก่าที่กลับมามีชีวิต
ย่านวัดหัวเมือง หรือวัดนครสวรรค์เป็นย่านเก่าแก่ที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ยาวนาน ภายในพื้นที่ยังมีโรงภาพยนตร์เก่าอายุกว่า 50 ปี และร้านอาหารพื้นถิ่นจำนวนมาก เช่น ก๋วยเตี๋ยวหมู ไก่ ปลา ขนมกุยช่าย รวมถึงร้านอาหารชื่อดังหลายแห่ง การจัดตลาดวัฒนธรรมทำให้ถนนสุชาดากลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรม ขณะที่เทศบาลนครนครสวรรค์ให้การสนับสนุนด้านสถานที่และสาธารณูปโภค ส่งผลให้เศรษฐกิจชุมชนที่เคยเงียบเหงาเริ่มฟื้นคืนกลับมา
 

นางรัสรินทร์ สวัสอุดมพร ผู้ผลิตขนมอังถ่อก้วย ขนมโบราณของชาวจีนแต้จิ๋วที่ใช้ในงานมงคล เล่าว่า การจัดตลาดวัฒนธรรมช่วยปลุกความทรงจำของผู้คนเกี่ยวกับวิถีชีวิตในอดีต “คนที่มาเดินตลาดอยากรื้อฟื้นบรรยากาศแบบสมัยก่อน ทำให้ขนมอังถ่อก้วยขายดีมาก และอยากให้มีตลาดแบบนี้ต่อไป”


เช่นเดียวกับ นางสาวอรวรรณ ฉัตรอุทัย ที่บอกว่า ปกติถนนสุชาดาจะเงียบมากหลังช่วงบ่าย แต่ทุกครั้งที่มีตลาด ผู้คนจะหลั่งไหลเข้ามาเดินเที่ยวเป็นจำนวนมาก เธอจึงนำขนมผักกาดสูตรดั้งเดิมของครอบครัวมาจำหน่ายหน้าบ้าน และสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นอาคารพาณิชย์ที่เคยปิดกิจการกลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง ทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านค้าต่าง ๆ


ตัวเลขที่สะท้อนความสำเร็จ


อย่างไรก็ตาม จากการเก็บข้อมูลของทีมวิจัยพบว่า การจัดตลาดวัฒนธรรมตามแนวถนนสุชาดาระยะทางประมาณ 300 เมตร แต่ละครั้งมีร้านค้าร่วมจำหน่ายสินค้ากว่า 200 ร้านค้า โดยกว่า 80 เปอร์เซนต์เป็นผู้ประกอบการในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งการจัดตลาดแต่ละครั้งจะมีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 9000 คน และสร้างเงินหมุนเวียนในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาทต่อครั้ง คิดเป็นผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ถึง 7.89 เท่า หรือกล่าวได้ว่า ลงทุน 1 บาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับมา 7.89 บาท

 

ด้านนายสมศักดิ์ อรุณสุรัตน์ ประธานสภาเทศบาลนครนครสวรรค์ มองว่า ความสำเร็จของตลาดวัฒนธรรมแห่งนี้เกิดจากความร่วมมือของคนในพื้นที่เป็นสำคัญ โดยมีชุมชนและภาคธุรกิจเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นรูปแบบความร่วมมือที่ทำให้โครงการสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน


ตลาดวัฒนธรรมสร้างสรรค์ “ปากน้ำโพโซกู้ด @ Suchada Street Style” จัดมาแล้ว 6 ครั้ง โดยครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายภายใต้โครงการวิจัย จะจัดขึ้นในวันที่ 28–29 มี.ค. หลังจากนั้น มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาให้กับคณะทำงานในพื้นที่ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนชุมชนผู้ประกอบการ และภาคธุรกิจ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการตลาดต่อไปได้ด้วยตนเอง


ด้วยศักยภาพของคนในชุมชน และการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ตลาดวัฒนธรรมบนถนนสุชาดา รวมถึงพื้นที่ย่านเก่าอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จะเป็นกลไกสำคัญในการคืนชีวิตให้กับย่านเศรษฐกิจดั้งเดิมของนครสวรรค์ พร้อมทั้งสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาวปากน้ำโพให้คงอยู่ต่อไป

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ