กูรูเกษตร แจงเหตุผลไม้หลายชนิด ทั้งทุเรียน-ส้มโอของเวียดนามแซงไทยในตลาดโลก แนะทางแก้พุ่งเป้าเกรดพรีเมียม เสนอรัฐบาลเร่งขจัดอุปสรรค
สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย จัดเสวนา “ศักยภาพการส่งออกผลไม้ของประเทศไทยและเวียดนาม” ในงาน Horti & Agri Asia 2026 วิเคราะห์ไทยเสียเปรียบเวียดนาม ต้นทุนสูง แพ้การแข่งขันตลาดโลก
สถาบันวิจัยพืชสวน และ VNU Exhibitions Asia Pacific จัดเสวนาวิชาการ “ศักยภาพการส่งออกผลไม้ของประเทศไทยและเวียดนาม” เพื่อวิเคราะห์โอกาสทางการค้า การพัฒนาตลาด ทิศทางการส่งออกผักผลไม้อาเซียนสู่ตลาดโลก และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรสำคัญ
การเสวนาจัดขึ้นในวันที่ 11 มี.ค. เวลา 11.30–12.15 น. ที่ Bangkok International Trade & Exhibition Center (BITEC บางนา) ภายในงาน Horti & Agri Asia 2026 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญด้านเทคโนโลยีเกษตร นวัตกรรมพืชสวน และอุตสาหกรรมอาหารระดับเอเชีย
นางกนกรัตน์ สิทธิพจน์ อุปนายกรักษาการแทนนายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเสวนาครั้งนี้มีเป้าหมายวิเคราะห์ศักยภาพการส่งออกผักผลไม้ไทย-เวียดนาม แนวโน้มตลาดโลก การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว และโอกาสเพิ่มมูลค่า เพื่อขยายตลาดส่งออกอย่างยั่งยืน
ในเวทีเสวนา วิทยากรผู้เชี่ยวชาญประกอบด้วย ดร. หาญณรงค์ ฉ่ำทรัพย์ ที่ปรึกษาธุรกิจและการจัดการ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ไทยมีคุณภาพเหนือกว่าแต่แพ้ราคาและการตลาด เวียดนามครองตลาดหลัก เช่นจีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ 90% ไทยเหลือเพียง 10% ดังนั้นควรมุ่งไปสู่ตลาดเฉพาะที่เป็นตลาดพรีเมียม เช่น ตะวันออกกลาง พร้อทสร้างแบรนด์ไทยให้แข็งแกร่ง จึงอยากฝากให้ทางรัฐบาล เจ้ากระทรวงที่เกี่ยวกับภาคการเกษตรและ ส่งออก ได้เข้ามาดูแลอย่างเร่งด่วน
นายศักดา ศรีนิเวศน์ นักวิชาการอิสระด้านการเกษตร กล่าวว่า เป็นห่วงความเสื่อมโทรมของดินในบ้านเราจากการใช้ปุ๋ยเคมี อยากให้รัฐผลักดันการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ อย่างเป็นรูปธรรม การที่ผลไม้เวียดนามส่งออกไปหลายประเทศ แซงหน้าไืทยไปนั้นเกิดจากหลายปัจจัย อาทิเกษตรกรเวียดนามขยัน มาก ขณะที่นโยบายรัฐชัดเจน และมีชาวเวียตนาม กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก พร้อมมีการรวมกลุ่มแปลงใหญ่อย่างเข้มแข็ง มี ต้นทุนต่ำในการ ขนส่งไปสู่ตลาดใหญ่อย่างจีนเพราะการเดินทางใกล้กัน ที่สำคัญทีผลผลิตสูงกว่าไทย 1-2 เท่า มองว่าประเทศไทยต้องมีเจ้าภาพชัดเจน โดยผลักดันเอกชน จัดตั้งสมาคมดูแลภาพรวม แล้วให้รัฐบาลเป็นพี่เลี้ยง
นายศักดา กล่าวอีกว่า เกษตรกรเวียดนามเองเป็นนักสู้ ขยัน อดทน ใคร่รู้ ไม่รอคอยความช่วยเหลือจากรัฐ พวกเขาปรับแนวความคิดมาเป็นนักธุรกิจเกษตรที่เน้น ”ตลาดนำการผลิต” เลือกปลูกพืชพรีเมียมตามความต้องการโลก ไม่ใช่ทำตามความเคยชิน หรือสืบต่อกันมาตามบรรพบุรุษ เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเต็มที่ ปรับตัวไว กล้าลองผิดลองถูก และนำนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น โดรน ระบบน้ำอัจฉริยะ มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทันที มีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง เน้นระบบสหกรณ์เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและแชร์เทคโนโลยี โดยมุ่งเน้นผลิตตามมาตรฐานสากล ใส่ใจคุณภาพเพื่อการส่งออก (GlobalGAP) และใฝ่รู้เทรนด์โลกอยู่เสมอ
ที่สำคัญได้แรงหนุนจากภาครัฐอย่างจริงใจและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรของเวียดนามให้ก้าวหน้าไปอย่ารวดเร็ว รัฐบาลรุกหนักด้านนโยบายข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ทำให้ได้เปรียบเรื่องภาษี 0% ในตลาดหลัก นอกจากนี้ยังดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติมาลงทุน (Foreign Direct Investment: FDI) ด้วยการเปิดรับบริษัทข้ามชาติเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตระดับโลก มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาการผลิต ลงทุนระบบชลประทานครอบคลุม ทำให้เพาะปลูกได้ตลอด
ด้านดร. สุวิมล เจตะวัฒนะ หัวหน้าฝ่ายบริการวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ปัญหากลไกกฎระเบียบติดขัด เช่น การฉายรังสี (irradiation) ส้มโอสำหรับส่งสหรัฐฯ ไทยเคยนำหน้าแต่ปัจจุบันเป็นศูนย์ แนะปรับระเบียบ ล้างสารเคมีตามมาตรฐานสหรัฐฯ สร้างระบบตรวจสอบผลไม้ก่อนการส่งออก (Preclearance Program) เข้มแข็งเหมือนเวียดนาม
ดร. รุจิรา ดีวัฒนวงศ์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ สรุปว่า ไทยมีศักยภาพสูงแต่ติดอุปสรรคกฎระเบียบภายในประเทศ การรวมกลุ่มเกษตรกรอ่อนแอ พึ่งตลาดจีนมากเกินไป แนะสร้างแบรนด์พรีเมียม กระจายตลาดใหม่ อย่างตะวันออกกลาง และยุโรป พร้อมผลักดันนโยบายรัฐให้เอกชนมีบทบาทนำ
