เมื่อ : 06 มี.ค. 2569

 
วันที่ 5 มี.ค. บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ร่วมกับ กรมการทหารสื่อสาร  และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.-KMITL) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลและสั่งการจากอากาศยานไร้คนขับ (UAV) และ CCTV เสริมศักยภาพระบบเฝ้าระวังชายแดน โดยมี พล.ท.พรเทพ ยังรักษา เจ้ากรมการทหารสื่อสาร ในฐานะหน่วยงานระบบสื่อสารเพื่อความมั่นคงของประเทศ พลสรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ และ รศ.ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมและปัญญาประดิษฐ์ ที่ ห้องประชุมกรมการทหารสื่อสาร อาคารเสรีเริงฤทธิ์ กรมการทหารสื่อสาร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

การร่วมมือดังกล่าว มีเป้าหมายสำคัญเพื่อมุ่งพัฒนาระบบ “การเฝ้าระวัง 3 มิติ” ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากอากาศ ภาคพื้นดิน และข้อมูลจากอุปกรณ์ตรวจวัดต่างๆ เข้าสู่ศูนย์สั่งการกลาง (Single Command Center) ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีความมั่นคงและปลอดภัยสูง รองรับการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล (Big Data) ด้วยเทคโนโลยี AI Analytic ช่วยลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความเป็นเอกภาพ และเสริมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ สนับสนุนการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชา ได้อย่างแม่นยำและทันต่อสถานการณ์

พล.ท.พรเทพ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการเฝ้าระวัง การติดตาม และการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านความมั่นคงของกองทัพบก ผ่านการพัฒนาระบบบูรณาการข้อมูลจากกล้องวงจรปิด (CCTV) อากาศยานไร้คนขับ (UAV) และอุปกรณ์เซ็นเซอร์ภาคสนาม เชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ศูนย์บัญชาการกลาง เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์สถานการณ์และการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาโดยใช้เทคโนโลยี Video Analytics และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการผสานองค์ความรู้ ประสบการณ์ และศักยภาพของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมพัฒนาเทคโนโลยีที่สนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และเป็นแบบอย่างของการบูรณาการระดับประเทศ

พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศมาสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง โดย NT พร้อมสนับสนุนโครงข่ายสื่อสารทั้งแบบมีสายและไร้สาย ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ Data Platform รวมถึงมาตรการความปลอดภัยไซเบอร์ที่ครอบคลุมทั้ง Hardware Software และ Peopleware เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลและบริหารจัดการข้อมูลของหน่วยงานด้านความมั่นคง พร้อมวางรากฐานการพัฒนาระบบความมั่นคงและสามารถต่อยอดไปสู่ภาคส่วนอื่นของประเทศในอนาคต

รศ.ดร.สมยศ  กล่าวว่า สถาบันพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เพื่อร่วมวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้งานจริง พร้อมพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ให้มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลของประเทศในระยะยาว

โครงการนี้จะเป็นต้นแบบของการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลที่ตอบโจทย์ภารกิจในการวางรากฐานสู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะของประเทศ และยกระดับศักยภาพการบริหารจัดการข้อมูลให้ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ของระบบข้อมูลเพื่อความมั่นคงในอนาคต
 

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ