เมื่อ : 19 ก.พ. 2569
วันที่ 19 ก.พ. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม( อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานแถลงผลงานโครงการพัฒนาแพลตฟอร์ม Coordinating and Managing Entity (CME) สำหรับการบริหารจัดการคาร์บอนจากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าร่วมกับการจัดทำกรณีศึกษาในพื้นที่นำร่อง (ระยะที่ 1) นวัตกรรมบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนจากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ชูจุดเด่นการวัดผลผ่านระบบดิจิทัลที่แม่นยำและตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล พร้อมประกาศความร่วมมือข้ามภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนไทยสู่ Net Zero

​ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (TECE) สวทช. เปิดเผยว่า CME Platform คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียว เพราะที่ผ่านมาการคำนวณคาร์บอนเครดิตจากการใช้ EV มักมีความซับซ้อนและตรวจสอบยาก ดังนั้น สวทช. ร่วมกับพันธมิตร จึงร่วมกันสร้าง ’กลไกความเชื่อมั่น’ ผ่านเทคโนโลยี ที่ไม่ได้เพียงเก็บข้อมูลอย่างเดียว แต่เราสร้างมูลค่าจากข้อมูลด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ DataBox ที่ติดในรถเพื่อส่งข้อมูลจริง Cloud Database ที่คำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกอัตโนมัติ และ Dashboard ที่แสดงผลเรียลไทม์ ทำให้การทำ MRV (Measure Report Verify) เป็นเรื่องง่าย โปร่งใส และพร้อมนำไปสู่การยื่นขอคาร์บอนเครดิตได้ชัดเจนและทำได้ในทันที

 

“ความสำเร็จในระยะที่ 1 นี้ เกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา และอีกหลายมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยภายใต้กระทรวง อว. และพันธมิตรเอกชนอย่าง ไอ ทู เอ็นเตอร์ไพรซ์ อีซียู เทค เน็กซ์ พอยท์ รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) และ ช. ทวี ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะขยายผลจากพื้นที่นำร่องไปสู่ระดับประเทศ เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย ’อว. for EV’ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม และสร้างสังคมคาร์บอนต่ำที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทยอย่างแท้จริง” ดร.สุมิตรา กล่าวย้ำ

​รศ. ดร.สุณีย์ กัลยะจิตร รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่ม ความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รพว.) (หรือ บพข. เดิม) กล่าวว่า ในฐานะ บพข. ที่ให้ทุนสนับสนุนโครงการมีความยินดีและยืนยันพร้อมสนับสนุนทุนวิจัยต่อเนื่อง โดยเล็งเห็นว่าโครงการนี้คือจิ๊กซอว์สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยการพัฒนา CME Platform ไม่ใช่เพียงแค่งานวิจัยขึ้นหิ้ง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) ที่จะทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิตได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุนการดำเนินงานด้าน ESG และสร้างแต้มต่อในเวทีการค้าระดับโลก

​คุณสาธิต เนียมสุวรรณ นักวิชาการเชี่ยวชาญ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก. หรือ TGO) กล่าวว่า ในโครงการนี้จะช่วยทำให้ได้เห็นถึงแนวทางการประเมิน Carbon Footprint ซึ่งบทบาทของ อบก. คือการตรวจสอบให้มั่นใจว่าข้อมูลจาก CME Platform สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ที่สำคัญในอนาคตข้อมูลชุดนี้จะถูกนำไปใช้เป็นมาตรฐานกลางของประเทศในการรับรองการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคขนส่ง และจะช่วยให้กระบวนการรับรองคาร์บอนเครดิต (T-VER) รวดเร็วขึ้น อีกทั้งยังเป็นต้นแบบสำคัญในการสร้าง ’Digital Carbon Market’ ที่มีความโปร่งใสสูงสุด

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ