“รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ” ชี้ปัญหาความโปร่งใสในการเลือกตั้งจะสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นเศรษฐกิจ
คาด บรรษัทข้ามชาติ เลี่ยงลงทุนไทย หากยังแก้ปัญหาทุจริตถอนทุนไม่ได้ ความชอบธรรมทางการเมือง เป็น ปัจจัยพื้นฐานในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ระบุการยึดอำนาจรัฐประหารด้วยทุนเทาซื้อเสียง สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ การเมืองของประเทศไม่ต่างจากการรัฐประหารโดยกองทัพ หากรัฐบาลใหม่จัดตั้งได้ภายในเดือน พ.ค. งบปี 70 ล่าช้า 2 เดือน ยังไม่กระทบเศรษฐกิจภาพรวม คาดการณ์เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่า 1% ในช่วงครึ่งปีแรก
วันที่ 15 ก.พ. รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปัญหาความโปร่งใสในการเลือกตั้งจะสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ ความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง คือ หัวใจของระบอบประชาธิปไตย ความชอบธรรมและความมีเสถียรภาพของรัฐบาลจะขึ้นอยู่กระบวนการจัดการเลือกตั้งที่เป็นธรรมและโปร่งใส อันเป็นต้นทางของจัดตั้งรัฐบาลที่มีคุณภาพและปลอดจากการทุจริตคอร์รัปชัน คะแนนเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาลเป็นเพียงส่วนเดียวของเสถียรภาพ
สิ่งที่สำคัญกว่า คือ ความชอบธรรมทางการเมือง คาด บรรษัทข้ามชาติ เลี่ยงลงทุนไทยเพิ่ม หากยังแก้ปัญหาทุจริตถอนทุนไม่ได้ มีการคาดการณ์ว่า การทุจริตคอร์รัปชันถอนทุนอาจเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งที่ผ่านมามีการใช้เงินซื้อเสียงจำนวนมาก และเงินซื้อเสียงส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมผิดกฎหมายและธุรกิจสีเทา รวมทั้ง ทุนผูกขาดสัมปทานรัฐ ประเทศไทยมีความเสี่ยงเป็นรัฐล้มเหลวหากไม่แก้ไขทุนเทายึดอำนาจรัฐผ่านการซื้อเสียง ซื้อนักการเมือง ซื้อพรรคการเมือง รวมทั้ง ซื้อกระบวนการเลือกตั้งและการนับคะแนน
รศ.ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ภาวะดังกล่าวนอกจากเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจแล้ว ยังทำให้ความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนถดถอยลงอย่างมาก ความชอบธรรมทางการเมือง เป็น ปัจจัยพื้นฐานในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและทำให้ “ประเทศไทย” สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้ การยึดอำนาจรัฐประหารด้วยทุนเทาซื้อเสียง จึงสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ การเมืองของประเทศไม่ต่างจากการรัฐประหารโดยกองทัพ หรือ รัฐประหารโดยอาศัยองค์กรอิสระแต่อย่างใด
ผลของการเลือกตั้งจึงไม่อาจสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน และ อำนาจสูงสุดจึงไม่ได้เป็นของประชาชนตามหลักการประชาธิปไตย คะแนนเสียงและเจตนารมณ์ของประชาชนต้องได้รับการปกป้องเพื่อให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนความต้องการอันหลากหลายของประชาชน การบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนด้วยการบิดเบือนผลการเลือกตั้งจะนำมาสู่ความขัดแย้งและบั่นทอนให้ระบอบประชาธิปไตยของไทยอ่อนแอลง
เมื่อมีข้อสงสัยและไม่เชื่อถือต่อผลการนับคะแนนและผลการเลือกตั้งแล้ว ย่อมทำให้การบริหารประเทศของรัฐบาลใหม่เกิดอุปสรรคได้ ระบบการเลือกตั้งต้องสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันด้วยความแตกต่างหลากหลาย คาดการณ์เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่า 1% ในช่วงครึ่งปีแรกได้ จากแรงกดดันหนี้ครัวเรือนสูง ภาวะเงินตึงตัว ภาคส่งออกชะลอตัว กำลังซื้อภายในอ่อนแอจากรายได้ไม่ฟื้นตัวแม้นภาคท่องเที่ยวจะกระเตื้องขึ้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายควรปรับลงมาสู่ระดับ 1% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเอง ส่วนใหญ่เป็นนโยบายอุดหนุนเพิ่มประมาณ 30-40% ก็ต้องไปบริหารจัดการงบประมาณให้ดี เพราะหนี้สาธารณะยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและจะเหลือเม็ดเงินน้อยมากในการนำไปลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ นโยบาย 10 พลัสของพรรคภูมิใจไทยที่ต้องการผลักดันให้จีดีพีมากกว่า 2-3% ในปีนี้อาจเผชิญข้อจำกัดทางการคลังจากสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่อาจทะลุเพดาน 70% ได้ใน 1-2 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลใหม่จัดตั้งได้ภายในเดือน พ.ค. งบปี พ.ศ. 2570 จะล่าช้าประมาณ 1-2 เดือน ยังไม่กระทบเศรษฐกิจภาพรวม เสถียรภาพทางการเมืองและการคลังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ Credit Rating ของไทยว่าจะถูกปรับลดลงหรือไม่ในอนาคต
แม้นอัตราการขยายตัวส่งออกปี พ.ศ. 2568 สูงสุดในรอบ 4 ปีแต่เศรษฐกิจไทยได้รับประโยชน์จากการส่งออกจำกัด เพราะไทยขาดดุลการค้าสูงถึง -5307.9 ล้านดอลลาร์ มูลค่านำเข้าปีที่แล้วขยายตัวแบบเร่งตัวขึ้นอย่างมาก สะท้อนโครงสร้างภาคส่งออกไทยพึ่งพาการนำเข้าสูง โดยคาดว่า ภาคส่งออกไทยปีนี้อาจขยายตัวติดลบเพราะปริมาณการค้าโลกอาจขยายตัวเพียง 2.3-2.6% ผลกระทบของภาษีสหรัฐฯจะชัดเจนขึ้น และปัจจัยฐานสูง
อย่างไรก็ตาม การบริหารนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้ “เงินบาท” แข็งค่าแรงและเร็วเกินไปจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกไทย และทำให้ภาคส่งออกสามารถปรับตัวแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น ความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงในภูมิรัฐศาสตร์โลก การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมจากปัจจัยเทคโนโลยี อาจทำให้แนวโน้มการลงทุนต่างประเทศในไทยเปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลใหม่จึงต้องปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่สอดรับกับพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไป
