NETPIE ครบรอบ 10 ปี! เนคเทค สวทช. ชู AIoT ก้าวต่อไปของ IoT ไทย


ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค กล่าวว่า “NETPIE (เน็ตพาย) เริ่มต้นจากโครงการวิจัยเล็กๆ ในเนคเทค ก่อนจะเติบโตเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่นักพัฒนา ครูอาจารย์ Maker และภาคเอกชนไทยนำไปต่อยอดใช้งานอย่างแพร่หลาย ในโอกาสครบรอบ 10 ปีของ NETPIE งานในครั้งนี้จึงจัดขึ้นเพื่อย้อนรำลึกถึงเส้นทางการพัฒนา IoT ของไทย พร้อมทั้งเปิดเวที ‘NETPIE & Friends’ เพื่อสะท้อนพลังของชุมชนผู้มีส่วนร่วมในการสร้างระบบนิเวศของเทคโนโลยี”
ภายในงานยังมีการเปิดตัว “Daysie” แพลตฟอร์มใหม่ล่าสุดจากทีมเนคเทค ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการพัฒนาระบบ AIoT ที่ทำงานแบบเรียลไทม์ มีความปลอดภัย และสามารถประมวลผลได้ที่ Edge โดยตรง ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพของนักพัฒนาไทยให้พร้อมรับกับความท้าทายในอนาคต นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญ การแชร์ประสบการณ์จากผู้ใช้งานจริง และเวิร์กชอปที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจทดลองใช้งาน Daysie ด้วยตนเอง “หวังว่าการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ ขยายเครือข่าย และจุดประกายแนวคิดใหม่ๆ ที่จะพา IoT ไทยก้าวไกลในยุค AIoT ต่อไป” ดร.ชัย กล่าว

• NETPIE แพลตฟอร์ม IoT ฝีมือคนไทย จุดเริ่มต้นสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ดร.พนิตา กล่าวว่า “การพัฒนาสิ่งที่คนไม่รู้จักเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งในช่วงเริ่มต้นการพัฒนา NETPIE ด้วยเทคโนโลยีไอโอที (IoT) เป็นเรื่องใหม่มากในช่วงปี 2555-2556” NETPIE (Network Platform for Internet of Everything) คือแพลตฟอร์มคลาวด์สำหรับการพัฒนา Internet of Things (IoT) สัญชาติไทย พัฒนาโดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. เพื่อให้การเชื่อมต่อและสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ IoT ง่าย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้ใช้งานสามารถจัดการและควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ
พร้อมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์ผ่านแดชบอร์ด เพื่อประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโซลูชันอัจฉริยะในหลากหลายภาคส่วน NETPIE เปิดให้บริการฟรีแก่สาธารณชนครั้งแรกในปี 2558 โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ที่รองรับการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ด้าน IoT สำหรับทั้งนักพัฒนา ธุรกิจสตาร์ทอัป และภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการสร้างระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะโดยไม่ต้องลงทุนด้านระบบหลังบ้านเอง ด้วยความสามารถที่ครบถ้วนและใช้งานได้จริง NETPIE จึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันระบบนิเวศ IoT ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง โดยสามารถนำไปต่อยอดการใช้งานในหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจบริการ เกษตรอัจฉริยะ ไปจนถึงเมืองอัจฉริยะ
เพื่อรองรับการใช้งานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและตอบโจทย์ความต้องการทางอุตสาหกรรม แพลตฟอร์ม NETPIE ได้ยกระดับสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ โดยทีมวิจัยและพัฒนาบางส่วนจากเนคเทค สวทช. ได้ก่อตั้งบริษัท เน็กซ์พาย (NEXPIE) จำกัด ขึ้น เพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการ NETPIE อย่างมืออาชีพ โดยได้รับสิทธิในการใช้แพลตฟอร์ม NETPIE ภายใต้การอนุญาต (Licensing) จากเนคเทค สวทช. โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานในระยะยาว พร้อมส่งเสริมการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และการพัฒนาประเทศอย่างเต็มประสิทธิภาพ “นับเป็นก้าวสำคัญของ NETPIE จากโครงการวิจัยสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้าน IoT ที่พร้อมรองรับการใช้งานในระดับองค์กรและภาคเอกชนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” ดร.พนิตา กล่าว

• พลิกวิกฤตด้วย NETPIE
จากเสียงร้องเรียนของประชาชนในพื้นที่ อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งในอดีตน้ำประปาไม่ไหล หรือไหลอ่อนอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นผลมาจากระบบผลิตน้ำ ณ หน่วยบริการ อ.แม่วาง ขัดข้องหรือหยุดชะงัก จากเหตุการณ์ไฟฟ้าดับหรือไฟฟ้ากระพริบ ด้วยหน่วยบริการ อ.แม่วาง เป็นสถานีผลิตน้ำขนาดเล็กอยู่ห่างไกลจากสำนักงานใหญ่ ประมาณ 60 กิโลเมตร ทำให้เจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานใหญ่ไม่ทราบสถานะของเครื่องจักรกล การเข้ามาตรวจสอบสถานะดังกล่าวจะเกิดขึ้นต่อเมื่อประชาชนร้องเรียนเข้ามา ทาง กปภ. สาขาเชียงใหม่ (พ.) จึงตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยีที่ดีและคุ้มค่าอย่าง เน็ตพาย (NETPIE) แพลตฟอร์มไอโอทีสัญชาติไทย “หลังจากที่เราได้นำ NETPIE มาประยุกต์ใช้สร้างนวัตกรรม สามารถลดข้อร้องเรียนในการแจ้งน้ำไหลอ่อนหรือน้ำไม่ไหลได้ เนื่องจากเรามีการผลิตน้ำที่ต่อเนื่องมากกว่าเดิม” คุณธีระพงษ์ ละออ วิศวกรงานผลิต กปภ. สาขาเชียงใหม่ (พ.) กล่าว

• NETPIE ยกระดับสู่ AIoT หนุนภาคอุตสาหกรรมไทย
ดร.ชัย กล่าวว่า “บ่อยครั้งที่ผมมักเปรียบเทียบว่า ข้อมูล (Data) เปรียบเสมือนเลือด AI คือสมอง และเซนเซอร์ คือประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนต้องเชื่อมโยงกันผ่านเส้นเลือด และเส้นเลือดในระบบดิจิทัลก็คือแพลตฟอร์ม IoT หรือ NETPIE นั่นเอง ซึ่งได้ก้าวสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์และภาคอุตสาหกรรมอย่างเต็มรูปแบบผ่านบริษัท NEXPIE แล้ว ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับโลก โดยเฉพาะเมื่อมีการผสาน IoT เข้ากับ Edge Computing และ AI ซึ่งเป็นแนวทางของ AIoT ที่เป็นหัวใจสำคัญของระบบอัจฉริยะในอนาคต”
• “Daysie” แพลตฟอร์ม AIoT ที่ใช้งานง่าย…ไม่เขียนโค้ด
ในโอกาสนี้ ดร.เอมอัชนา นิรันตสุขรัตน์ หัวหน้าทีมระบบไซเบอร์-กายภาพ (CPS) กล่าวว่า เนคเทค สวทช. ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ภายใต้ชื่อ “Daysie” แพลตฟอร์มช่วยสร้างแอปพลิเคชัน IoT สำหรับติดตั้งบนอุปกรณ์ Edge Computing โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องเขียนโปรแกรมใดๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการพัฒนาแอปพลิเคชันในกลุ่มเทคโนโลยี AIoT (Artificial Intelligence of Things) โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถสร้างแอปพลิเคชันได้โดยไม่ต้องมีพื้นฐานการเขียนโปรแกรม พร้อมดาวน์โหลดไปติดตั้งบนอุปกรณ์ Edge Computing ได้ด้วยตนเอง


AIoT จึงถือเป็นการ ”กระจายสมอง” ให้แทรกซึมในทุกองค์ประกอบของระบบ IoT เช่น ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานในสายการผลิต ที่อุปกรณ์ Edge Computing หนึ่งสามารถตรวจพบความผิดปกติในเครื่องจักร แล้วสื่อสารกับอุปกรณ์ Edge ตัวอื่นที่ควบคุมกระบวนการผลิตในช่วงก่อนหน้า เพื่อชะลอความเร็วให้เหมาะสม ลดของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโดยรวม
ปัจจุบันแพลตฟอร์ม Daysie ถูกนำไปทดลองใช้งานในหลากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม เช่น การพัฒนาอุปกรณ์ตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ด้วยภาพถ่ายหรือเสียง การวิเคราะห์เสียงเครื่องจักรเพื่อตรวจหาความผิดปกติล่วงหน้า และงานอื่น ๆ ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจจากข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ปลายทาง
การเปิดตัว Daysie สะท้อนถึงทิศทางของ สวทช. ที่มุ่งมั่นผลักดันไทยให้เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ด้วยเทคโนโลยีที่ผสานความง่ายในการใช้งาน เข้ากับความล้ำหน้าของ AI และการสื่อสารของ IoT อย่างสมบูรณ์แบบ